กาญจนบุรี ,พฤษภาคม 5,2026… ค่าย “บ้านปู Power Green Camp ปีที 21” ชูเส้นทางการเรียนรู้ 5Cs อัปสกิลนิวเจนเข้าใจความเชื่อมโยง “คน-สัตว์-สิ่งแวดล้อม” สร้างต้นน้ำบุคลากรด้านความยั่งยืนรับยุค Disruption
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัวค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม “เพาเวอร์กรีน” (Power Green Camp) รุ่นที่ 21 ภายใต้แนวคิด “One Health: The Science of Survival – อยู่ดี มีภูมิ” เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชน 50 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 600 คนทั่วประเทศให้มีทักษะการคิดเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการสร้าง “ภูมิความรู้” ควบคู่กับ “ภูมิคุ้มกัน” เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถรับมือกับโลกที่มีความซับซ้อนและผันผวนสูง ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างต้นน้ำของบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมที่มีทัศนคติและทักษะที่จำเป็นต่อการดูแลโลกในอนาคต
รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส–สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับความสำคัญในเรื่องของเยาวชน เป็นคนที่จะต้องแบกรับภาวะทุกอย่างของโลกต่อไปจากนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ผู้ใหญ่ต้องเตรียมให้เยาวชนพร้อมรับกับทักษะที่จำเป็น และมีความยืดหยุ่นกับโลกที่มันมีความผันผวน ซึ่งทั้งเวทีระดับโลกและเวทีในประเทศไทย เปิดโอกาสให้เยาวชนพูดเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม สร้างเครือข่ายเยาวชน มีความเข้มแข็งน
“บ้านปูเรามองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ CSR ของเรา เน้นเรื่องของ การพัฒนาศักยภาพคน เพราะเรามองว่าเรื่องอื่น ๆ เราจัดการลำบาก แต่ถ้าเราปลูกฝังให้น้อง ๆ มีทักษะตั้งแต่ต้น และให้น้องรับมือได้ มีทัศนคติที่ดีกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะทำให้น้องน้องเติบโตขึ้น แล้วก็แข็งแกร่งขึ้น การพัฒนาเยาวชนเพื่อให้น้อง ๆ ต่อยอดไปในมุมมองของเขาในแง่มุมต่าง ๆ ที่เขาจับต้องได้ในด้านสิ่งแวดล้อม และน้อง ๆ ไปสร้างอิมแพคให้เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง”

รัฐพล ขยายความต่อเนื่อง การเรียนรู้ในปีนี้เน้นวิวัฒนาการจากอดีตที่เน้นการอนุรักษ์ มาสู่ยุคแห่งความยั่งยืนที่ต้องใช้การคิดเชิงระบบ (System Thinking) ผ่านเส้นทางการเรียนรู้ 5Cs เริ่มจากการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม (Connect) ก่อนจะลงมือเผชิญสถานการณ์จริง (Confront) ในประเด็นโรคอุบัติใหม่ มลภาวะ และภัยพิบัติ จากนั้นจึงฝึกใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อวิเคราะห์ปัญหา (Crack) เช่น การตรวจวัดคุณภาพอากาศ ดิน และน้ำ ไปจนถึงการบูรณาการความรู้เพื่อออกแบบแนวทางแก้ไขผ่านโครงงานกลุ่ม (Create) และปิดท้ายด้วยการพัฒนาทักษะการสื่อสารเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในฐานะ Content Creator (Communicate)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 21 กล่าวว่า ความท้าทายของโลกในอนาคต ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยความรู้เพียงสาขาเดียว แต่เป็นปัญหาที่ต้องการคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจความเชื่อมโยงของโลกทั้งระบบ
“ในมุมของการศึกษา สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการสร้างวิธีคิด ให้เยาวชนเข้าใจความเสี่ยงของโลก เข้าใจความเชื่อมโยงของปัญหา และสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ ค่ายเพาเวอร์กรีนจึงไม่ได้มุ่งเพียงให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แต่ต้องการพัฒนาเยาวชนให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และวิธีคิดแบบบูรณาการ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคต”

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย จากอดีตที่เน้นการอนุรักษ์ป่าไม้ (Gen X) มาสู่การจัดการขยะ 3R และการแก้ไขภาวะโลกร้อน (Gen Y) จนมาถึงยุคปัจจุบันที่มุ่งเน้น ความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งเป็นการบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
“เด็กยุคใหม่เริ่มคุ้นเคยกับ SDGs และความยั่งยืน ทำให้มีความพร้อมที่จะรับแนวคิด One Health ซึ่งต้องอาศัย System Thinking หรือการคิดเชิงระบบเพื่อเชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะมหิดลในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำทางการแพทย์ เราให้ความสำคัญกับการประสานงานระหว่างนักสิ่งแวดล้อม สัตวแพทย์ และแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรันย์ อธิบายต่อเนื่องเยาวชนในค่ายได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การลงพื้นที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อตรวจคัดกรองโรคมาลาเรีย การเรียนรู้ระบบปศุสัตว์และการจัดการสุขภาพสัตว์ร่วมกับสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยเปิดมุมมองอาชีพสายสุขภาพที่กว้างกว่าเดิมและเห็นความสำคัญของ One Health ในฐานะฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม
การบ่มเพาะในครั้งนี้มุ่งสร้างทักษะแบบ “T-Shape” ที่มีความรู้ทั้งกว้างและลึก พร้อมเสริมทักษะที่จำเป็นในยุค Disruption ทั้งการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) การปรับตัว (Adaptability) และการฟื้นตัวจากความล้มเหลว (Resilience) เพื่อให้เยาวชนสามารถอยู่รอดและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชนได้จริง
ทางด้านตัวแทนเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการอย่างน้องใจดี กมลชนก น้อยแน่ง โรงเรียนวิทยาศาตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จังหวัดปทุมธานี น้องเจน ปริยากร ชูผล โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ จ.ราชบุรีต่างสะท้อนว่าการลงพื้นที่จริงช่วยให้เข้าใจปัญหาเชิงลึกมากกว่าการเรียนในตำรา โดยเฉพาะการเห็นความเชื่อมโยงว่าหากส่วนใดส่วนหนึ่งในระบบนิเวศ “ล้ม” ทุกส่วนจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
น้องเจน : หนูชอบการลงพื้นที่ชุมชนและโรงพยาบาล ทำให้เห็นว่าโรคอย่างมาลาเรียเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข หนูตั้งใจจะนำความรู้กลับไปรณรงค์เรื่องการคัดแยกขยะในโรงเรียนเพื่อลดความเสี่ยงจากสารพิษและโรคติดต่อ”
น้องใจดี : ตอนแรกไม่รู้จักคำว่า One Health เลย แต่พอได้มาค่ายนี้ทำให้รู้ว่าคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเกี่ยวโยงกัน หนูเป็นสมาชิกค่ายสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนอยู่แล้ว จะนำประสบการณ์และคอนเนกชันที่ได้ไปต่อยอดทำโครงงานและถ่ายทอดให้น้องๆ ต่อไป

น.สพ.ศรัณย์ นราประเสริฐกุล หรือ หมอเน๋ง นักแสดง ได้ร่วมกับค่าย Power Green Camp ไม่น้อยกว่า 3 ปี เพราะมีความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ชี้ให้เห็นว่าเทรนด์สุขภาพในปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้น การที่บ้านปูและมหิดลหยิบยกเรื่อง One Health มาเป็นแกนหลัก ช่วยเปิดมุมมองให้เด็กๆ เห็นว่าอาชีพสายสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงพยาบาล แต่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมภาพรวม
“สัตวแพทย์ไม่ได้มีแค่หน้าที่รักษาหมาแมว แต่ยังมีบทบาทสำคัญในงานปศุสัตว์ซึ่งเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ และงานระบาดวิทยาที่ต้องทำงานร่วมกับแพทย์คน เพื่อป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนตามแนวคิด One Health”
หมอเน๋ง กล่าวต่อเนื่อง หลังจากมีโอกาสได้ร่วมค่ายกับเยาวชน พบว่า “พฤติกรรมการเรียนรู้” ของเยาวชนที่เปลี่ยนไป นักเรียนรุ่นนี้มีความตั้งใจและโฟกัสมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่มีเป้าหมายชัดเจนในสายสุขภาพอยู่แล้ว การได้เห็นของจริงจึงช่วยให้พวกเขาเข้าใจอาชีพลึกขึ้น และสามารถตัดสินใจเส้นทางชีวิตได้แม่นยำขึ้น ขณะเดียวกัน โครงการยังเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่า สัตวแพทย์ไม่ใช่แค่หมอรักษาสัตว์เลี้ยง แต่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในภาคปศุสัตว์
One Health ทำให้ประเด็นสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงพยาบาล แต่เชื่อมโยงไปถึงสิ่งแวดล้อม สัตว์ และวิถีชีวิตของผู้คน

รัฐพลยกตัวอย่างเยาวชนที่ผ่านค่าย Power Green Camp กลายไปเป็นแกนนำ ช่วยโลกในมุมมองต่าง ๆ เช่นน้องฟิวส์ ตอนนี้เรียนอยู่คณะสิ่งแวดล้อมฯ น้องให้ความสำคัญเรื่องการจัดการปัญหาขยะมาก ไปที่ชุมชนบ้านหัวถนน จังหวัดขอนแก่น แล้วน้องน้องก็พยายามที่จะระดมชุมชนเข้ามาเพื่อเรียนรู้เรื่องการคัดแยกขยะ และปัญหาขยะที่เกิดขึ้น ปัจจุบันน้อง ๆ ก็ยังทำงานเรื่องนี้ อีกคนนึงน้องมาเฟีย เอาขยะมาแปรรูปเป็นเงิน แล้วก็ไปช่วยเหลือเด็ก ๆในจังหวัดของเค้า คือนครศรีธรรมราชนะครับ ทั้งคู่เป็นตัวอย่างในเรื่องขยะ
ตัวอย่างในเรื่องสิ่งแวดล้อม แถวประจวบปราณบุรี น้องโชกุน เป็นน้องที่สร้างกลุ่มดูนกขึ้นมา แล้วก็เค้าเรียกว่าอนุรักษ์เพื่อสิ่งแวดล้อมในเรื่องของการดูนก ก็เป็นแกนนำเยาวชนที่พาคนไปท่องเที่ยว และให้รู้ ให้เห็นความสำคัญของป่า สัตว์ป่าอยู่ด้วย นับเป็นแกนนำคนหนึ่งที่น่าภาคภูมิใจ ปัจจุบันน้องเรียน คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร มีน้องอีกคนหนึ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของค่ายมากคือ น้องตี๋ ตอนอยู่ในค่ายเป็นคนที่เป็นผู้นำมีความแข็งแกร่งในเรื่องของการมาพรีเซนต์กับพี่พี่ทุกคน ปัจจุบันน้องตี๋เรียนที่พระจอมเกล้าธนบุรี เป็นนักศึกษาที่มีบทบาทสำคัญ แล้วก็สร้างเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นตัวแทนเยาวชนไปพูดในเรื่องสิ่งแวดล้อมในเวทีต่าง ๆ มีเพจสิ่งแวดล้อมชื่อ กรีนเนอร์ไทย และกรีนไทยแลนด์ ปัจจุบัน บทบาทเขาชัดเจน และก็เป็นแกนนำในแต่ละเยาวชนระดับประเทศไปแล้ว
ตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพาเวอร์กรีนได้สร้างเครือข่ายศิษย์เก่ากว่า 1,235 คน ซึ่งหลายคนเติบโตไปเป็นแกนนำด้านสิ่งแวดล้อมและ Green Influencer ที่สร้างแรงกระเพื่อมในระดับประเทศ ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดเพียงแค่จำนวนผู้เข้าร่วม แต่คือการที่เยาวชนสามารถนำองค์ความรู้ไปส่งต่อและประยุกต์ใช้ในบริบทของตนเองได้อย่างยั่งยืน บ้านปูและมหิดลยืนยันที่จะพัฒนาหลักสูตรให้เท่าทันเทรนด์โลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพป้อนเข้าสู่สังคมท่ามกลางความท้าทายในอนาคต




