MTL เปิดพื้นที่ให้พนักงานใช้เวลา–ทักษะ

สร้างคุณค่าทางสังคม

สิงหาคม 31,2026…เมืองไทยประกันชีวิตจัด “MTL Volunteer Expo ครั้งที่ 3” เชื่อมกิจกรรมพนักงานเข้ากับประเด็นผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มเปราะบาง และการจัดการสิ่งของเหลือใช้ สะท้อนบทบาทของงานอาสาในฐานะส่วนหนึ่งของมิติ Social ใน ESG มากกว่ากิจกรรมเพื่อสังคมเพียง 1 วัน

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการพับผ้าขนหนูเป็นตุ๊กตาหมี การเย็บเต้านมเทียม การทำเชือกถักตัวอักษร และการเพ้นท์เซรามิกสำหรับวางโทรศัพท์ โดยมีวิทยากรจากคลังปัญญาผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร และกรมกิจการผู้สูงอายุ ร่วมถ่ายทอดความรู้

อีกส่วนหนึ่งเป็นกิจกรรมทำกระถางดอกไม้หอมและพวงกุญแจดอกลีลาวดีจากลวดกำมะหยี่ โดยวิทยากรจากสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี การออกแบบกิจกรรมในลักษณะนี้ทำให้ผู้สูงอายุและคนพิการไม่ได้อยู่เฉพาะในบทบาท “ผู้รับความช่วยเหลือ” แต่สามารถเป็นผู้ถ่ายทอดทักษะและสร้างคุณค่าให้แก่ผู้อื่นได้ด้วย

ภายในงานยังเปิดรับบริจาคตุ๊กตา เสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่มที่ยังอยู่ในสภาพดี เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อ โดยเสื้อผ้าบางส่วนจะส่งให้มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม นำไปจำหน่ายผ่านกิจกรรม “Give Shop ให้เพื่อเปลี่ยนสังคมที่ดีขึ้น” และนำรายได้ไปสนับสนุนการช่วยเหลือผู้สูงอายุและเด็กด้อยโอกาส

สำหรับชุดชั้นในที่หมดอายุการใช้งาน มีการรวบรวมเข้าสู่กระบวนการกำจัดในระบบปิด และนำพลังงานความร้อนจากกระบวนการไปใช้ทดแทนพลังงานจากถ่านหิน แนวทางดังกล่าวช่วยแยกสิ่งของที่ยังใช้ซ้ำได้ออกจากสิ่งของที่ต้องจัดการเป็นการเฉพาะ ลดโอกาสที่วัสดุจะถูกทิ้งรวมกับขยะทั่วไป

พนักงานยังร่วมเขียนการ์ดให้กำลังใจแก่กลุ่มเปราะบาง พร้อมเรียนรู้ตัวอย่างงานจิตอาสาผ่านนิทรรศการ “MTL Volunteer Exhibition”

ในมุม ESG กิจกรรมนี้เชื่อมโยงกับมิติ Social ผ่านการเปิดโอกาสให้พนักงานใช้เวลา ความสามารถ และความสนใจเข้าไปมีส่วนร่วมกับประเด็นทางสังคม ขณะเดียวกัน การรวบรวมสิ่งของเพื่อใช้ซ้ำ ส่งต่อ หรือกำจัดอย่างเหมาะสม ยังเชื่อมต่อกับมิติสิ่งแวดล้อมและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

กิจกรรมจิตอาสาภายในองค์กรยังสัมพันธ์กับแนวคิด Employee Engagement เพราะทำให้พนักงานมีพื้นที่ทำงานร่วมกันนอกเหนือจากภารกิจประจำ และมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างงานของตนกับผู้คนในสังคม

ส่วนมิติ Longevity ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมีอายุยืน แต่รวมถึงการมีบทบาท ความสัมพันธ์ และความรู้สึกว่าตนเองยังสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ การให้ผู้สูงอายุเข้ามาเป็นวิทยากรถ่ายทอดทักษะจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการมองคนสูงวัยในฐานะ “ผู้สร้างคุณค่า” ไม่ใช่เพียงผู้รับการดูแล

อย่างไรก็ตาม การทำให้กิจกรรมอาสาพัฒนาไปสู่ผลกระทบทางสังคมระยะยาว จำเป็นต้องมีการติดตามผลมากกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมหรือจำนวนกิจกรรม เช่น ปริมาณสิ่งของที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ จำนวนผู้ได้รับประโยชน์ ชั่วโมงอาสาของพนักงาน และความต่อเนื่องของความร่วมมือกับกลุ่มเป้าหมาย

เพราะในท้ายที่สุด คุณค่าของงานอาสาไม่ได้อยู่ที่การจัดงานเพียงหนึ่งวัน แต่อยู่ที่ว่าจะสามารถเปลี่ยนพลังของพนักงานให้กลายเป็นผลลัพธ์ต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ต่อเนื่องเพียงใด