BIODIVERSITY & REGENERATIVE

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 4)

9 มิถุนายน 2564…รู้จักกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และความเสียหายจากมลพิษอันเนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงบทสรุปของการใช้พลังงานฟอสซิลที่ทำให้โลกร้อน และในมิติของภาคธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานฟอสซิล สามารถมีส่วนร่วมในการลดใช้พลังงานฟอสซิล เพื่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งจะย้อนกลับมาส่งผลดีต่อมูลค่าและความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต

ดร.กฤษฎา เสกตระกูล, CFP® รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึง ตอนที่แล้วได้อธิบายถึง Roadmap และมาตรการกรณีของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจกในช่วงปี 2564-2573 โดยที่มาตรการจำนวนหนึ่งระบุเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งในส่วนของครัวเรือน อุตสาหกรรม และการคมนาคมขนส่ง ซึ่งส่วนสำคัญของพลังงานดังกล่าวมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกด้วย บทความตอนนี้จะนำเสนอความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งความเสียหายจากมลพิษอันเนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และ การสรุปให้เห็นถึง การยิ่งใช้พลังงานฟอสซิลยิ่งที่ทำให้โลกร้อน ซึ่งกระบวนการทำธุรกิจในปัจจุบันก็เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานฟอสซิล จึงควรมีส่วนร่วมในการลดการใช้พลังงานดังกล่าว

1. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

ข้อมูลจาก National Geographic ฉบับภาษาไทย (ngthai.com) ในบทความเรื่อง เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel) โดย คัดคณัฐ ชื่นวงค์อรุณ สรุปไว้ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลคือ อินทรีย์สารใต้พื้นโลกที่เกิดจากการทับถมกันของซากพืช ซากสัตว์ ใต้ทะเลลึกเมื่อหลายพันปีก่อน พร้อมกับได้รับความร้อนจากใต้พื้นโลก ทำให้ซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันหนาแน่นใต้ชั้นหินตะกอนเกิดการย่อยสลายกลายเป็นแหล่งสะสมของสารไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) ขนาดใหญ่ที่มนุษย์นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงและแหล่งกำเนิดพลังงานต่างๆ เชื้อเพลิงฟอสซิลจำแนกออกเป็น 3 ประเภทตามสถานะของสารได้แก่

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้จากกระบวนการแยกส่วนในการกลั่นน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงฟอสซิลยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นผลิตภัณฑ์ตั้งต้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น พลาสติก ผงซักฟอก ยางสังเคราะห์ ปุ๋ยเคมี และกาวเป็นต้น

เมื่อเชื้อเพลิงฟอสซิลถูกเผาไหม้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ผลผลิตสุดท้ายที่ปล่อยออกมาคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ซึ่งคงค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศโลก ก๊าซเหล่านี้มีความสามารถในการดักจับและเก็บความร้อนได้ดี ส่งผลให้เกิด “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศของโลกในขณะนี้ โดยเฉพาะการเผาไหม้ถ่านหิน และน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกมากกว่าร้อยละ 75% ตั้งแต่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม เป็นต้นมา แม้ว่าการเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ในกระบวนการสำรวจ ขุดเจาะและขนส่งเชื้อเพลิงฟอสซิลยังสามารถสร้างผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมของโลก

2. อากาศพิษ : ราคาของเชื้อเพลิงฟอสซิล

ข้อมูลจาก greepeace.org เปิดเผยว่ามลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของผู้คนทั่วโลกราว 4.5 ล้านคนต่อปี มลพิษทางอากาศยังทำให้โรคเจ็บป่วยเรื้อรัง และโรคเจ็บป่วยฉับพลันเพิ่มสูงขึ้น ทำให้คนหลายล้านคนต้องเข้าโรงพยาบาลและต้องขาดงานเพราะลาป่วย รวมถึงยังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ประมาณการว่าความเสียหายดังกล่าวอาจสูงถึง 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 3.3 % ของจีดีพีโลก และตราบใดที่ถ่านหิน น้ำมัน และบริษัทรถยนต์ยังคงผลักดันการใช้เทคโนโลยีเก่าล้าสมัย เราก็ยังคงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อสุขภาพของผู้คนและชุมชน

ในขณะเดียวกันมีความพยายามประเมินมูลค่าความเสียหายด้านมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งตัวเลขการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของผู้คนทั่วโลกราว 4.5 ล้านคนในแต่ละปี ตัวเลขดังกล่าวนี้สูงมากกว่า 3 เท่า ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลก มีการวิเคราะห์ว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมอง (Stroke) 600,000 คนต่อปี เกี่ยวข้องกับฝุ่น pm 2.5 ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ประมาณการของมูลค่าความเสียหายของมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ฟอสซิลอยู่ที่ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือคิดเป็น 3.3% ของจีดีพีโลก

มลพิษทางอากาศยังคงเป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศรายได้ต่ำซึ่งรายงานพบว่ามีเด็กราว 40,000 คนทั่วโลกเสียชีวิตก่อนครบรอบวันเกิดวัย 5 ขวบ เพราะรับฝุ่น pm 2.5 ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ฝุ่น pm 2.5 ยังเป็นสาเหตุของภาวะคลอดก่อนกำหนดราว 2 ล้านคนต่อปี

3. การใช้พลังงานฟอสซิล : ยิ่งใช้โลกยิ่งร้อน

บทความของ Stephen Leahy ที่สรุปลงใน National Geographic ฉบับภาษาไทย (ngthai.com) เมื่อ 3 ก.ค. 2019 ระบุว่า ณ ขณะนี้โลกของเรามีโรงงานไฟฟ้า โรงงานยานพาหนะ และอาคารที่อาศัยพลังงานฟอสซิลอยู่มากมาย ถ้าสถานที่เหล่านี้ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลเช่นทุกวันนี้ไปเรื่อยๆ อุณหภูมิของโลกจะสูงเกินความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1.5 องศาเซนเซียส เพื่อไม่ให้โลกได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโลกของเราควรยุติการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใดๆ ที่มีการใช้พลังงานฟอสซิล รวมทั้งต้องพิจารณาหาทางทยอยปิดโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานฟอสซิลที่ดำเนินการอยู่ มีงานวิจัยที่พยายามตอบคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีการสร้างโรงงานเชื้อเพลิงเผาไหม้ฟอสซิล โดยงานวิจัยได้ตรวจสอบการปล่อยก๊าซของไฟฟ้า แหล่งพลังงาน การจราจรขนส่ง ที่พักอาศัย และโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ของปี 2018 และคำนวณค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคต ซึ่งใช้ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาจำนวนปีที่ได้มีการปล่อยก๊าซนี้

มีการยกตัวอย่างว่า โรงงานไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่มีอยู่ในทุกวันนี้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นับล้านตันทุกปีในตลอดช่วงดำเนินงานตลอด 40 ปี ที่ผ่านมา รถยนต์คันใหม่ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 4 ตันต่อปี จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 60 ตัน ในกรณีที่รถยนต์นี้มีอายุการใช้งาน 15 ปี และถึงแม้ว่าจะมีการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยพื้นที่ป่าไม้และมหาสมุทรแต่ก็ยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากอยู่ในชั้นบรรยากาศและถูกขังอยู่ในนั้นเป็นเวลาหลายร้อยปีเว้นเสียแต่ว่าโลกจะมีการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อดูดซับก๊าซเหล่านี้จากชั้นบรรยากาศกลับมาบนโลกอีกครั้ง

งานวิจัยสนับสนุนให้ทำการปลดระวาง โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วกว่าที่วางแผนเอาไว้ เพราะหากรวมตัวเลขของโรงงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ดำเนินการอยู่ ที่กำลังวางแผนก่อสร้าง หรือมีแผนจะก่อสร้าง จะยิ่งทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น จนทำให้ยากลำบากที่จะทำให้อุณหภูมิโลกต่ำกว่า 2 องศา และลืมเรื่องการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่ไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซนเซียสไปเลย

นอกเหนือไปจากการควบคุมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติแล้ว ควรเร่งพัฒนาทางเลือกของพลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ซึ่งแม้จะมีการเติบโต แต่ก็ยังไม่ทันกับความต้องการพลังงาน ทำให้การใช้พลังงานฟอสซิลไม่สามารถลดลงอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้การเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าจำนวนหลายล้านตารางกิโลเมตร การใช้เทคโนโลยีที่สามารถดักจับคาร์บอนในปริมาณที่มากขึ้น จะเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาในอีกทางหนึ่ง

ในมิติของภาคธุรกิจนั้น ควรเริ่มต้นจากการหันไปทบทวนว่า บนกระบวนการทำธุรกิจของตนเองตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำและปลายน้ำ บริษัทและผู้เกี่ยวข้องดำเนิธุรกิจด้วยการจัดหาและใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไรและเท่าใด และบริษัทจะมีส่วนที่กำหนดนโยบาย วางเป้าหมายและแผนงานอย่างไร เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกอันเกิดจากพลังงานฟอสซิล แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่สามารถทำได้ทันทีทั้งหมดบนกระบวนการทำธุรกิจในปัจจุบัน อย่างน้อยบริษัทก็ได้ตั้งต้นในการเห็นสภาพปัญหา และความเกี่ยวข้องของธุรกิจ และได้แสดงความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในส่วนมาตรการการให้ความรู้แก่ที่ผู้เกี่ยวข้อง การกำหนดนโยบายและเป้าหมาย การกำหนดแผนงานการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการวัด การประเมินผล และเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว บริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงการบริหารพลังงานฟอสซิลอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และยังทำให้ธุรกิจมีความเข้มแข็งทางผลการดำเนินงาน จะได้รับความชื่นชมว่า ทำธุรกิจอย่างมีความประณีต และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมจริงๆ ไม่ใช่แค่มีคำปฎิญญาประกาศเท่านั้น การทำจริงดังกล่าวจะย้อนกลับมาส่งผลดีต่อมูลค่าและความยั่งยืนขององค์กร รวมทั้งความยั่งยืนของโลกด้วย ความร่วมมือเพื่อลดโลกร้อน จากภาคธุรกิจ จึงอาจตั้งต้นกลับไปทบทวนและหาทางแก้ไข การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลซึ่งสามารถเริ่มได้เลย ไม่ต้องรอใคร!

 

You Might Also Like