มกราคม 17,2026…เวที Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future อาจถูกมองว่าเป็นงานด้านพลังงานและความยั่งยืน แต่หากอ่านผ่านเลนส์เชิงนโยบาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือการส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง น้ำหนักของสารจึงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีพลังงาน หากอยู่ที่คำถามเชิงโครงสร้างว่า ประเทศไทยกำลังออกแบบระบบเศรษฐกิจเพื่อมุ่งสู่ Net Zero 2050 อย่างไร
มุมมองดังกล่าวถูกร้อยเรียงผ่านปาฐกถาพิเศษ “Thailand’s New Horizon : ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ” ในงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต
สาระสำคัญที่สะท้อนจากมุมมองของเอกนิติ คือการย้ำว่า Net Zero ไม่ใช่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโจทย์ทางเศรษฐกิจที่ต้องแปลงให้เป็นกติกาที่เปลี่ยนพฤติกรรมทั้งระบบ เป้าหมายจะไม่มีความหมาย หากไม่มีกฎหมายที่มีผลบังคับใช้จริง นโยบายที่สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด และกลไกราคาที่ทำให้คาร์บอนมีต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น Carbon Tax หรือ Emissions Trading System ซึ่งพิสูจน์แล้วในหลายประเทศว่าเป็นเครื่องมือที่ขยับการลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง แตกต่างจากกลไกสมัครใจที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้
ภาพอนาคตที่ถูกพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์บนหลังคา แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ รถไฟฟ้า หรือระบบไฟฟ้าสะอาด ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะเทคโนโลยีสีเขียว หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของ “พลังงาน” จากต้นทุนการผลิต ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ในโลกที่การลงทุนและการค้าเริ่มตั้งเงื่อนไขเรื่องไฟฟ้าสะอาด ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสีเขียวโดยตรง หรือ Direct PPA กำลังกลายเป็นปัจจัยแข่งขันไม่ต่างจากท่าเรือ สนามบิน หรือระบบโลจิสติกส์ในอดีต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงประเทศไทยมีพลังงานสะอาดหรือไม่ แต่คือระบบไฟฟ้าของประเทศเอื้อต่อเศรษฐกิจใหม่มากน้อยเพียงใด
ในมิติของการเงิน บทบาทของกระทรวงการคลังถูกเน้นย้ำผ่านแนวคิด Green Finance ซึ่งไม่ได้ถูกมองเป็นภาพลักษณ์ ESG แต่เป็นคันโยกของการเปลี่ยนผ่าน การออก Green Bond และ Sustainability-Linked Bond รวมถึงการทำให้สินเชื่อสีเขียวมีต้นทุนต่ำกว่าการลงทุนแบบเดิม คือกลไกที่ทำให้การเปลี่ยนผ่าน “คุ้มค่า” ในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย หากกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อปรับตัวได้จริง Net Zero ในระดับประเทศย่อมเป็นไปไม่ได้
อีกหนึ่งมิติที่ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนคือ การทำให้การเปลี่ยนผ่านลงถึงระดับพื้นที่ กรณีของสระบุรีโมเดลและโครงการ Low Carbon City แสดงให้เห็นว่า Net Zero จะยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อชุมชนมีบทบาทเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ร่วมสร้างระบบพลังงานใหม่ พลังงานสะอาด การจัดการขยะ และเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำจึงไม่ใช่โครงการนำร่องแยกส่วน แต่เป็นองค์ประกอบของเศรษฐกิจสีเขียวที่ต้องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับชาติถึงท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งการทำนาข้าวแบบลดคาร์บอน (เปียกสลับแห้ง) ที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก
ในภาพรวม สิ่งที่เอกนิติพูดบนเวทีนี้ ไม่ใช่เพียงการเล่าความฝันของอนาคตสีเขียว แต่คือการชี้ให้เห็นว่า “พลังงาน” ก็กำลังกลายเป็นภาษาหลักของนโยบายเศรษฐกิจไทย Net Zero 2050 จะไม่เกิดจากความตั้งใจหรือคำประกาศ หากขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะสามารถออกแบบกฎหมาย กลไกราคา การเงิน และโครงสร้างพื้นฐาน ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้หรือไม่ เมื่อพลังงานสีเขียวถูกวางไว้ในฐานะโครงสร้างเศรษฐกิจ อนาคตสีเขียวของไทยจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเส้นทางการพัฒนาที่เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วันนี้






