NEXT GEN

องค์กรท้องถิ่น และกลุ่มออนไลน์จะมีบทบาทสําคัญ สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหลัง #COVID19

29 พฤษภาคม 2563…แม้ทุกกลุ่มอายุกำลังทนทุกข์เนื่องจากการ Lockdown ทั่วโลกที่มีสาเหตุมาจากการระบาดของ COVID-19 ความท้าทายแรก ๆ ที่เกิดขึ้น ก็มีความเป็นพิเศษเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะพื้นที่ทางสังคมได้ลดลงอย่างมาก ตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นของอาชญากรรมไซเบอร์. หลาย ๆ ประเทศต้องกำหนดแนวทางการแทรกแซงใหม่ในโลกหลังการระบาด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสังคม

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมตั้งแต่กําเนิด หรือเราสามารถพูดได้ว่า การปฏิสัมพันธ์ได้ทําให้มนุษย์เป็นสังคม นับจากโบราณกาลนานมาแล้ว การปฏิสัมพันธ์ได้สร้างกรอบทางสังคมให้กับชีวิตมนุษย์ อย่างไรก็ตามการระบาดของโรค COVID-19 เหมือนได้เหยียบเบรกกะทันหันแบบไม่มีใครคาดคิด เป็นการทดสอบกระบวนการของสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สําหรับการเจริญเติบโตของเด็กที่ต้องการเงื่อนไขปกติในกระบวนการเลี้ยงดู เพื่อให้เป็นคนปกติคนหนึ่งของสังคม

คนรุ่นใหม่ย้ายตัวเองสู่โลกเสมือนอย่างรวดเร็ว ด้วยความช่วยเหลือของนวัตกรรมเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต แต่ขาดความสมบูรณ์ของการปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพได้เกินจินตนาการ พวกเขาเป็นคนรุ่นพ่อแม่ไม่สามารถที่จะหยุดให้อยู่แต่ในบ้านหรือป้องกันไม่ให้ไปประชุมกับกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน, เข้าคลาสเรียนพิเศษ, ทำงานอดิเรก, เข้าคลับเต้นรํา, ไปสโมสรกีฬา, เดินเล่นห้างสรรพสินค้า, ไปสวนสาธารณะ, เป็นต้น

ในโลกไซเบอร์ไม่มีกิจกรรมทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คน Generation นี้ เต็มไปด้วยพลังในการทำสิ่งต่างๆมากที่สุด กลับต้องนั่งว่าง ในเวลาที่พวกเขาต้องการสร้างผลผลิตสูงสุดท่ามกลางกลุ่มเพื่อนในสังคมของพวกเขา

พวกเขาไม่ใช่ผู้ประสบภัยเพียงคนเดียว ตอนแรก การ Lockdown ได้รับการตอบรับเสมือนเป็นของขวัญ เพราะบางแห่งให้อยู่กับครอบครัวเป็นเวลานาน แต่ตอนนี้ทุกคนไม่ได้ออกนอกบ้านเลย เพราะปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง และออฟฟิศก็มีบทบาทสําคัญอย่างยิ่งในเรื่องนี้

นอกจากนี้บรรดาผู้สูงอายุ ก็เป็นกลุ่มผู้มีทุกข์ด้วย เนื่องจากต้องถูกกักกัน เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้เสี่ยงต่อไวรัส ความไม่แน่นอน

เกี่ยวกับระยะเวลาของการ Lockdown ความต่อเนื่องของมาตรการ Social Distancing ช่วงหลังการ Lockdown และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้ซ้ำเติมปัญหาให้ลึกซึ้งกว่าเดิม การ Lockdown ส่งผลกระทบต่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และในหลาย ๆ กรณี แต่ผู้รอดชีวิตและครอบครัวของพวกเขาต้องเผชิญความท้าทายที่ยากหนักหนาสาหัสสําหรับการปรับตัว

ผลกระทบของการเบี่ยงเบนทางสังคม

แม้ว่าผลกระทบที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการ Lockdown และความรุนแรงของการระบาดของโรคในภูมิภาคระดับความเชื่อมั่นที่ลดน้อยถอยลงของประชาชนที่แพร่หลายในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั่วโลก ทุกวันนี้ อยู่ในยุคที่ทุกคนกําลังมองคนอื่นๆ ด้วยความสงสัยว่า คนรอบข้างเป็นพาหะของไวรัสหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้มีผลกระทบกับความเชื่อมั่นของบุคคลในกลุ่มอายุ ซึ่งอาจนําไปสู่การเลือกปฏิบัติขนาดใหญ่

การจับมือ ถือได้ว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดของการอวยพรกันช่วงก่อนการระบาด เช่นเดียวกับการมีปฏิสัมพันธ์ ทางสังคมแบบไม่เป็นทางการ นอกจากนั้น การสวมกอด การหอมแก้ม และการทำ High-Fives ถูกพัฒนาเป็นรูปแบบที่ใช้กันแพร่หลายของการทักทายเพื่อแสดงความใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องในอดีต หลังการระบาดของ COVID-19 และถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยวิธี Namaste โบกมือ Wuhan shake (เขย่าขา) และกระแทกข้อศอก

การติดต่อได้อย่างรวดเร็วของไวรัสไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการทักทายอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังป้องกันเราจากจากการออกนอกบ้านด้วย หากไม่คิดถึงเรื่องการใช้ชีวิตอย่างรวดเร็ว และมลพิษแล้ว สามารถกล่าวได้ว่า มนุษย์ generation ปัจจุบันบนโลกใบนี้เป็นคนที่สะดวกสบายที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การ Lockdown ส่งผลให้ปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การท่องเที่ยว การประชุมกับผู้คน การสํารวจสถานที่และชุมชนใหม่ ๆ หยุดชะงัก รวมถึงการจํากัดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับสมาชิกในครอบครัว ญาติสนิท และเพื่อนด้วย

การระบาดได้เพิ่มความสําคัญของเพื่อนบ้าน และองค์กรท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรจัดตั้ง วันนี้ ครอบครัวเพื่อนบ้าน สมาคมสวัสดิการที่อยู่อาศัย (RWAs) คณะกรรมการที่อยู่อาศัย, คณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการชนเผ่าและหน่วยงานท้องถิ่น ได้กลายเป็นสิ่งสําคัญอย่างมากสําหรับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและชีวิตทางสังคม การไม่เปิดเผยตัวตนในชีวิตในเมืองนั้นกลายเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้

ตอนนี้ผู้คนกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและกิจกรรมของเพื่อนบ้านมากขึ้น สมาคมท้องถิ่นเหล่านี้กําลังทํางาน ในฐานะส่วนขยายของรัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่น แม้สําหรับระยะสั้น พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการระดับท้องถิ่น และแทนที่เอ็นจีโอในระดับไมโคร

ยุคของการโต้ตอบทางสังคมเสมือน

ชีวิตคงแย่กว่านี้ หากไม่มีไซเบอร์สเปซ วันนี้ผู้คนจะฟอร์มตัวเป็นกลุ่มสังคม กลุ่มงานอดิเรก และจัดงานปาร์ตี้ เช่น ปาร์ตี้ชาปาร์ตี้กาแฟ วันเกิด และการแต่งงาน ฯลฯ บนอินเทอร์เน็ต เปิดใช้งานสื่อสังคม และปัญญาประดิษฐ์อื่น ๆ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ แม้แขกเสมือนก็ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษในงานแต่งงานในประเทศจีน นอกจากนี้ เกมออนไลน์และโหมดนวัตกรรมของการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอื่นๆ ก็มีการถูกคิดค้นให้เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ด้วย

การระบาดของ COVID-19 กดดันให้ทั้งโลกเปลี่ยนออนไลน์ให้กลายเป็นความจำเป็นของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม บรรดาผู้ที่ได้ใช้อยู่แล้วจะให้เวลามากขึ้น ขณะที่คนอื่นปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เติมเต็มปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และสังคมในโลกเสมือนด้วยความช่วยเหลือของระบบ Live Streaming Video Conference และแอพลิเคชันการประชุมเสมือน

ผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า 42 % มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมผ่านอินเทอร์เน็ตระหว่าง Lockdown ขณะที่ 46 % เป็นเพศหญิง อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวในชนบทมีแนวโน้มเหงา และทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าเฉียบพลันมากขึ้น ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1. พวกเขาต้องทําตามข้อจํากัดที่มีมากขึ้น และ 2. เด็กๆ ไม่สามารถแม้แต่จะมาเยี่ยมเหมือนอย่างเคย

ผลกระทบของ Lockdown สําหรับเด็กแตกต่างกันตามกลุ่มอายุ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ จะมีความสุขมากที่สุด เพราะพวกเขามีพ่อแม่อยู่ที่บ้านดูแลเต็มเวลา ขณะที่วัยรุ่น จะรู้สึกเป็นทุกข์ ในแง่ของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับความเสี่ยงเรื่องอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น

ยูนิเซฟได้ประมาณการว่าเด็กกว่า 90 % ทั่วโลกกําลังเผชิญกับผลกระทบของการ Lockdown ที่เกิดจาก COVID-19 เมื่อโรงเรียนได้เพิ่มการออนไลน์ ทำให้เวลาอยู่หน้าจอของเด็กเพิ่มขึ้นในระดับที่เป็นอันตราย รายงานนี้ได้ระบุถึงภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น 6 ประเภทต่อเด็กในโลกไซเบอร์ ซึ่งประกอบด้วย การแสวงประโยชน์ทางเพศออนไลน์ การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต พฤติกรรมเสี่ยงทางออนไลน์ เนื้อหาที่อาจเป็นอันตราย การรวบรวมการใช้และการแบ่งปันข้อมูลที่ไม่เหมาะสม

ความสามารถที่โรงเรียนจะปกป้องเด็กได้ลดลง

มีตัวอย่างน่าสนใจ คือ เมื่อเร็ว ๆ นี้ นิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย มีกรณีที่น่าตกใจของแพลตฟอร์ม Bois Locker Room ซึ่งสาวน้อยปลอมเป็นเด็กส่งข้อความให้กับเด็กชายล่อลวงเด็กหญิงไปข่มขืน ขณะที่เด็กวัยเจริญเติบโตจำเป็นต้องมีเพื่อน และมีสังคม การมีอิสระในการรับข้อมูลของพวกเขาบนอินเทอร์เน็ต ทําให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นผู้ถูกล่า

สถานการณ์แบบนี้ เลวร้ายอย่างยิ่งในประเทศที่กฎหมายไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะควบคุมกิจกรรมของอาชญากรไซเบอร์ซึ่งเป็นความผิดในโลกกายภาพ นักจิตวิทยาให้ความเห็นตรงกันว่าการ Lockdown ระยะยาว เพิ่มกิจกรรมไซเบอร์ และจะยิ่งส่งผลเสียต่อสังคมของเด็ก

Social Bubble จะเป็นไปได้จริงหรือ ?

ถ้าให้โอกาสไป Virgin Island คุณจะเลือกไปไหม ? คําถามนี้ ดูเหมือนให้คําตอบเพื่อสนองความต้องการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทางกายภาพในโลกตะวันตกเท่านั้น

นี่เป็นการนําเสนองานวิจัยที่ไม่ได้ตีพิมพ์ของนักวิจัย 7 คน ใน Per Block of Oxford University ความคิดที่อยู่เบื้องหลังการทำ Social Bubble เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เช่น 10 คน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทางกายภาพกับบรรทัดฐานที่เข้มงวดของการไม่ทําสิ่งนั้นสิ่งนี้กับสมาชิกในกลุ่ม

ดังนั้น ถ้าคุณเป็นสมาชิกของ Social Bubble คุณสามารถจับมือ, สวมกอด หอมแก้มกันเองได้ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นสมาชิกของ Social Bubble อื่น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโอกาสการติดเชื้อสูง และมีชีวิตได้ยาวของ COVID-19 นอกร่างกาย แม้แต่กลุ่มเล็ก ๆ ดังกล่าวจะไม่ได้รับภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่จาก COVID-19 จึงยังสามารถแพร่กระจายไวรัสในครอบครัวและชุมชนของสมาชิก

มีกลุ่มดังกล่าวหลายกลุ่มที่มีความคิดแตกต่างภายในชุมชน และปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนในอินเดียเช่นหมู่บ้าน Pind (หมู่บ้านที่คนทั้งหมดมีบรรพบุรุษร่วมกัน), Jaati (วรรณะ), และ Gotra, ฯลฯ พวกเขาทั้งหมดทําให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางสังคมเพิ่มขึ้นเป็นเวลานาน

ชีวิตสังคมที่ออฟฟิศ

นอกจากเป็นสถานที่หลักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว ออฟฟิศยังมีบทบาทสําคัญ เรื่องปฏิสัมพันธ์ทางสังคมด้วย การที่บ้านซึ่งถือว่าเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงก่อน COVID-19 ได้รับการตอบรับด้วยความกระตือรือร้นมากในเดือนแรกของการ Lockdown

อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดไม่ได้เป็นเอกฉันท์กับเรื่องนี้ ผลการศึกษาของ 60 บริษัท เกี่ยวกับรายงานการเพิ่มขึ้นของ Productivity ของพนักงานแต่ละคน Productivity โดยรวมลดลง 90 % ขณะที่การศึกษาอีกชุดแสดงให้เห็นว่า ยิ่ง Lockdown นานเท่าไหร่ Productivity ก็ลดลงมากขึ้นเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญ จึงมีข้อเสนอแนะใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานจากที่บ้าน หลังจากอนุญาตให้เปิดออฟฟิศ เกาหลีใต้ได้แนะนําแนวทางที่เข้มงวดของ Social Distancing และสุขอนามัย ตามด้วยเรื่องเกี่ยวกับปากท้องเรื่องอื่นๆด้วยเช่นกัน


ครอบครัวไม่ค่อยสมานสามัคคีกัน

มีรายงานว่า การต้องอยู่ในครอบครัวที่มีแต่ความกระวนกระวายใจ กลายเป็นฝันร้ายสําหรับผู้หญิงในช่วง COVID-19 ในโลกตะวันตก อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบความรุนแรงของปัญหาช่วงการระบาดกับก่อนการระบาด แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มีการเพิ่มขึ้นของปัญหาข้างต้น

รายงานขององค์กร North Caroline Coalition Against Domestic Violence (NCCADV) ระบุว่า ระหว่าง 1 มกราคมถึงเมษายน 2020 แสดงให้เห็นว่า มีคดีความรุนแรงในประเทศ 27 กรณี เมื่อเทียบกับ 16 กรณีในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปัญหาจะเพิ่มเป็นทวีคูณ ถ้าสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อ

แต่กรณีนี้ไม่สามารถใช้ได้ทั่วไปสําหรับทั้งโลก เพราะชุมชนตอบสนองกับความไม่แน่นอนแตกต่างกัน โดยเฉพาะในชุมชนศาสนาที่ถือว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติและการระบาดของโรค เป็นการกระทําของพระเจ้า

หนทางข้างหน้า

มลพิษทางอากาศได้สอนเราว่า อากาศไม่ได้บริสุทธิ์เสมอไป การระบาดของ COVID-19 ก็สอนบทเรียนเดียวกันสําหรับรื่องปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ก่อนการระบาด พวกเราทุกคนอยู่ในบ้าน สถานการณ์ดังกล่าวเป็นไปไม่ได้เลย ในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนมีอิสระ เสรีภาพ เห็นว่าเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องใหญ่ในทุกๆวัน

การระบาดมาพร้อมกับความท้าทายมากมายเช่นเดียวกับโอกาส มันได้ขยายขอบเขตนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและการกําหนดนโยบาย เพื่อจัดการกับความท้าทายที่เกิดจากการ COVID 19 และ Lockdown ประเทศต่าง ๆ ต้องวางแผนสําหรับการแทรกแซงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสังคมเช่น ความเหงา ความแปลกแยกทางสังคม ความเหลวไหลของเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว ความเสมอภาคทางเพศ และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ

แม้ว่า COVID-19 ได้เปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลก โรงเรียนก็ยังคงสอนหลักสูตรเดิมก่อนระบาด การดําเนินการตามมาตรการ Social Distancing เช่น ไม่มีการจับมือกัน ไม่มีการสวมกอด ไม่มี High-Five ไม่มีหอมแก้ม ฯลฯ จะต้องพัฒนาทักษะการสื่อสารที่ดีขึ้น และการสื่อสารที่ไม่ใช่คําพูดอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไม่เป็นทางการ

ความรู้สึกที่สื่อสารผ่านมาตรการต่างๆ ทั้งภาษาพูดและภาษากาย สถาบันการศึกษาควรเพิ่มหลักสูตรเพื่อให้นักเรียนปรับตัวเข้ากับโลกหลังการระบาด นอกจากนี้ พวกเขายังจะต้องปกป้องนักเรียนจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากอาชญากรรมไซเบอร์และวิธีการใหม่ ๆ ที่จะให้คําปรึกษา เพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่ยากลําบาก เช่นความประพฤติของเยาวชน และพฤติกรรมฆ่าตัวตาย

ขณะที่ทั้งโลกมุ่งสู่การใช้อินเทอร์เน็ต นานาชาติควรใส่ใจกับการแทรกแซงนโยบายเพื่อให้สิ่งอํานวยความสะดวกด้านอินเทอร์เน็ตราคาไม่แพงให้กับประชาชนของพวกเขา นักวิทยาศาสตร์ควรมอบโซลูชั่นที่ยั่งยืนแก่ประชาชนเพื่อให้สามารถใช้เวลาหน้าจอได้นานๆ

สหประชาชาติควรใส่ใจกับมาตรการกํากับดูแลที่แข็งแกร่ง สําหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและบริษัท Social Media เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ปลอดภัย นี่เป็นเพราะบริษัทข้ามชาติได้กลายเป็นองค์กรที่แข็งแกร่งกว่ารัฐต่างๆไปแล้วด้วยซ้ำในโลกเสมือนนี้ กฎหมายไซเบอร์ที่ครอบคลุมในระดับประเทศและระหว่างประเทศจะต้องปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลบุคคลและองค์กร

รัฐบาลควรส่งเสริมให้องค์กรอาสาสาธารณะระดับท้องถิ่น เช่น RWAs, คณะกรรมการหมู่บ้าน, คณะกรรมการพื้นที่ใกล้เคียงและคณะกรรมการชุมชนแข็งแกร่งขึ้นด้วยวิธีการแบบมืออาชีพ พวกเขามีบทบาทสําคัญมากในช่วงการระบาด และจะยังคงดูแลควบคุมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภัยพิบัติธรรมชาติอื่น ๆในอนาคต

คณะกรรมการท้องถิ่นเหล่านี้ยังคงมีภารกิจอีกยาวไกลในการอํานวยความสะดวกเรื่องกระบวนการทางสังคม สําหรับสมาชิกของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ การแทรกแซงนโยบายยังจะต้องนําผู้รอดชีวิตจาก COVID-19 และครอบครัวของพวกเขากลับมาใช้ชีวิตในสังคมหลัก และบูรณาการกับชุมชนของพวกเขาให้ได้ด้วย

ที่มา

 

 

You Might Also Like