มีนาคม 9,2026…ภาวะโลกร้อนกำลังขยายไปทั่วโลก ส่งผลให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น รวมถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น งานวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิโลก เพิ่มขึ้นเกือบเป็นสองเท่าตั้งแต่ปี 2015 ผลเชิงลบต่อโลกมีแต่จะเลวร้ายลง
การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Geophysical Research Letters หมายความว่า เราอาจล้มเหลวในการทำตามเป้าหมายของข้อตกลงปารีสในการจำกัดอุณหภูมิไม่ให้สูงเกิน 1.5°C เหนืออุณหภูมิในยุคก่อนอุตสาหกรรมก่อนปี 2030
ระหว่างปี 1970 ถึง 2015 อุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มคงที่ โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.2°C ต่อทศวรรษ แต่ในปี 2015 สถานการณ์เปลี่ยนไป ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โลกกำลังร้อนขึ้นในอัตราประมาณ 0.35°C ต่อทศวรรษ
ปีที่ร้อนที่สุด 10 อันดับแรกในประวัติศาสตร์ล้วนเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา ปีที่ผ่านมาอุณหภูมิได้ทำลายสถิติ โดยปี 2023 และ 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก โดยอุณหภูมิโลกเฉลี่ยสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในปี 2024
อย่างไรก็ตาม ควรทราบว่า การที่อุณหภูมิจะสูงเกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสของข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น จะต้องสูงเกินระดับนี้ไม่ใช่แค่ปีเดียว แต่ต้องสูงเกินเฉลี่ยต่อเนื่องกัน 20 ปี ถึงกระนั้น การที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในหนึ่งเดือนหรือหนึ่งปี ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเข้าใกล้ขีดจำกัดระยะยาวอย่างอันตราย ตามที่องค์การสหประชาชาติระบุไว้
การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์เมื่อต้นสัปดาห์นี้ในวารสาร Nature พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ระดับน้ำทะเลชายฝั่งสูงกว่าที่แผนที่และแบบจำลองชายฝั่งโลกหลายฉบับระบุไว้ถึง 8 นิ้วถึง 1 ฟุต ซึ่งหมายความว่าผู้คนอีกหลายร้อยล้านคนกำลังเข้าใกล้การเผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นมากกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้
ปัจจุบัน นักวิจัยได้ปรับข้อมูลเพื่อคำนึงถึงความผันผวนตามธรรมชาติในระยะสั้นของอุณหภูมิโลกที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น เอลนีโญ การระเบิดของภูเขาไฟ และวัฏจักรของดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถแยกบทบาทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อการผลักดันให้เกิดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิได้ ผลลัพธ์เผยให้เห็นถึงการเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนของภาวะโลกร้อนตั้งแต่ปี 2015 โดยมีความแน่นอนทางสถิติมากกว่า 98%
“ขณะนี้เราสามารถแสดงให้เห็นถึงการเร่งตัวขึ้นอย่างมากและมีนัยสำคัญทางสถิติของภาวะโลกร้อนตั้งแต่ประมาณปี 2015” Grant Foster นักสถิติและผู้ร่วมศึกษากล่าว
“เรากรองอิทธิพลทางธรรมชาติที่ทราบกันดีในข้อมูลการสังเกตการณ์ออกไป เพื่อลด ‘สัญญาณรบกวน’ ทำให้สัญญาณการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในระยะยาวที่แท้จริงปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น”
การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในทศวรรษที่ผ่านมาสูงกว่าทศวรรษใดๆ ก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลด้วยเครื่องมือในปี 1880 การศึกษานี้ไม่ได้ตรวจสอบสาเหตุเฉพาะใดๆ สำหรับการเร่งตัวขึ้นของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
นักวิจัยระบุว่า หากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมายังคงดำเนินต่อไป จะส่งผลให้เกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสของข้อตกลงปารีสในระยะยาวก่อนปี 2030 Stefan Rahmstorf นักวิจัยจากสถาบันวิจัยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งพอตส์ดัม (Potsdam Institute for Climate Impact Research) และผู้เขียนหลักของการศึกษา กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่จะได้เห็นจะขึ้นอยู่กับว่ามีการดำเนินการอย่างจริงจังทั่วโลกหรือไม่ แม้ว่าภาวะโลกร้อนอาจไม่สามารถย้อนกลับได้
แต่การศึกษาแสดงให้เห็นว่า หากมนุษยชาติลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ ก็จะสามารถหยุดยั้งภาวะโลกร้อนได้
Rahmstorf กล่าวท้ายที่สุด “โลกจะร้อนกว่าเดิมมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าเราลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกให้เหลือศูนย์ได้เร็วแค่ไหน”
ที่มา time





