กันยายน 21,2026…การเข้าถึงบริการทางการเงินที่ง่ายขึ้น เทคโนโลยีที่ทำให้การใช้จ่ายเกิดขึ้นได้เพียงปลายนิ้ว รวมถึง Algorithm ที่คอยกระตุ้นความอยากซื้อ ล้วนทำให้เรื่องเงินกลายเป็นทักษะที่เด็กยุคนี้ต้องเรียนรู้เร็วขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันภัยมิจฉาชีพและค่านิยมที่ผูกความสำเร็จเข้ากับไลฟ์สไตล์ ก็เพิ่มความซับซ้อนให้การบริหารเงินของเยาวชน
ปัญหานี้ทำให้ ทีทีบี เดินหน้า “โครงการรุ่นพี่การเงิน” อย่างจริงจังกับโรงเรียน หลังจากเริ่มถ่ายทอดความรู้ด้าน Financial Literacy ผ่านศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้ามาตั้งแต่ปี 2565 โดยมองว่าความรู้ทางการเงินไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของตัวเลขหรือการตอบคำถามได้ถูกต้อง แต่เป็น Life Skill ที่ควรเริ่มสร้างตั้งแต่วัยเรียน
มาริสา จงคงคาวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีทีบี กล่าวว่า ธนาคารต้องการทำให้เด็กไทยมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดีขึ้น โดยเลือกเริ่มจาก “กระดุมเม็ดแรก” ซึ่งหมายถึงเยาวชน และใช้พลังของพนักงานธนาคารเข้ามาช่วยถ่ายทอดความรู้ให้เกิดขึ้นจริง

“สิ่งที่เราอยากทำคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กตั้งแต่ต้น เราอยากให้เขาเริ่มรู้จักเรื่องเงินตั้งแต่ ม.ต้น ไม่ใช่รอจนโตแล้วค่อยมาเรียนรู้เรื่องหนี้หรือการบริหารเงิน เพราะถ้ากระดุมเม็ดแรกติดถูก เขาจะมีพื้นฐานที่ช่วยให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตทางการเงินได้ถูกต้องมากขึ้น”
กลุ่มเป้าหมายของโครงการเป็นเยาวชนอายุประมาณ 12-18 ปี โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนรัฐบาลและเด็กจากครอบครัวรายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งจากการลงพื้นที่และทำ Survey ทาง ทีทีบี พบพฤติกรรมทางการเงินที่สะท้อนความท้าทายตั้งแต่เรื่องเงินไม่พอใช้ การใช้จ่ายกับเกมและอาหาร การเริ่มต้นหารายได้ ไปจนถึงการเก็บเงินที่ทำได้ไม่ต่อเนื่อง
หลักสูตรจึงไม่ได้วางอยู่บนการสอนแบบบรรยายเพียงอย่างเดียว แต่ใช้คอนเซ็ปต์ “พี่สอนน้อง” ให้อาสาสมัครทีทีบี ทำหน้าที่เป็นรุ่นพี่ ถ่ายทอด 7 ทักษะทางการเงินผ่านการเรียนรู้แบบ Interactive โดยมี “บอร์ดเกม” เป็นเครื่องมือหลัก เพื่อให้เด็กได้คิด ตัดสินใจ และทดลองบริหารสถานการณ์ทางการเงินด้วยตัวเอง หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่การตัดสินใจทางการเงิน ความจำเป็นและความต้องการ การเลือกซื้อสินค้า การวางแผนการออม สินทรัพย์และหนี้สิน พื้นฐานการทำธุรกิจ ไปจนถึงการลงทุน

“รุ่นพี่การเงิน” รุ่นแรกมีอาสาสมัครประมาณ 200 คน แบ่งเป็นกลุ่ม Talent ซึ่งเป็นพนักงานที่อยู่ในโครงการ Talent Development และกลุ่มพนักงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่สมัครใจเข้ามาทำงานเพื่อสังคม ก่อนลงพื้นที่จริงทุกคนต้องผ่านการอบรมแบบ Train the Trainer กับ W Academy รวม 2 วัน ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ พร้อมฝึกเรื่องการสื่อสารกับเด็ก การรับฟัง และ Teacher Mindset เพื่อให้การถ่ายทอดความรู้ไม่กลายเป็นการสั่งสอนจากผู้ใหญ่ฝ่ายเดียว
มาริสาอธิบายว่า สิ่งที่ทีทีบีต้องการเห็นไม่ได้หยุดอยู่ที่เด็กสามารถตอบข้อสอบได้ แต่ต้องการให้ความรู้ถูกนำกลับไปใช้กับชีวิตจริง โดยเฉพาะพฤติกรรมพื้นฐานอย่างการจดรายรับรายจ่ายและการออม
“ความรู้ทางการเงินที่เราเน้น ไม่ใช่แค่ให้เด็กตอบคำถามได้ แต่ทำอย่างไรให้เด็กมีประสบการณ์ร่วมกับโครงการ เริ่มต้นจากเขาต้องคิดเป็น ใช้เป็น แล้วก็ออมเป็น เราอยากให้สิ่งที่เขาเรียนรู้ไปติดตัว และเอาไปใช้กับชีวิตประจำวันได้จริง”
รูปแบบการเรียนจึงถูกออกแบบให้ต่อเนื่อง 12 ชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เรียนสัปดาห์ละครั้ง พร้อมทำการบ้านและมีการติดตามผลหลังจบหลักสูตรอีก 1 เดือน เพื่อดูว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของเด็กเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โรงเรียนยังได้รับคู่มือวางแผนการเงินและเครื่องมือการเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้ต่อหลังภารกิจของอาสาสมัครทีทีบีสิ้นสุดลง
ประเด็น “การจดรายรับรายจ่าย” กลายเป็นตัวอย่างง่าย ๆ ที่สะท้อนว่าทักษะทางการเงินไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด เพราะแม้แต่กลุ่มพนักงานเองจากการสำรวจของทีทีบีพบว่าเกือบ 70% ไม่เคยจดรายรับรายจ่าย ขณะที่การเริ่มจดช่วยให้เห็นพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองได้ชัดขึ้น
“แค่จดรายจ่ายก็ทำให้เราเห็นแล้วว่า เงินเดือนหนึ่งเดือนเราใช้ไปกับอะไรบ้าง บางอย่างเป็นค่าใช้จ่ายที่เราไม่เคยคิดมาก่อน เด็กเองก็เหมือนกัน ถ้าเขาเริ่มจดตั้งแต่วันนี้ เขาจะเริ่มเห็นว่าเงินของเขาหายไปกับอะไร และจะเริ่มคิดได้ว่าอะไรจำเป็น อะไรเป็นความต้องการ”
ผลการดำเนินงานปีแรกสะท้อนว่าการเรียนรู้รูปแบบดังกล่าวช่วยยกระดับความรู้พื้นฐานได้ โดยข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2569 ระบุว่า มีเยาวชนเรียนจบหลักสูตร 860 คน จาก 9 โรงเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่คะแนนเฉลี่ยจาก Pre-test 63% เพิ่มเป็น 82% หลังเรียน หรือเพิ่มขึ้น 20%
อย่างไรก็ตาม สำหรับทีทีบี ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เป็นเป้าหมายสุดท้าย สิ่งที่ต้องการติดตามต่อคือพฤติกรรมหลังเรียนไปแล้ว เช่น การเริ่มจดรายรับรายจ่าย การออมเงิน หรือการตั้งเป้าหมายทางการเงิน ซึ่งมีตัวอย่างจากเยาวชนที่เริ่มวางแผนเก็บเงินเพื่อศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย หลังผ่านการเรียนรู้จากโครงการ

มาริสามองบทบาทของโครงการว่าทีทีบีไม่สามารถแก้ปัญหาความรู้ทางการเงินของเยาวชนได้เพียงองค์กรเดียว แต่สามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การเรียนรู้ ด้วยการนำองค์ความรู้ที่พัฒนาร่วมกับ W Academy ไปสู่โรงเรียนที่มีความต้องการ และเปิดโอกาสให้พนักงานของธนาคารเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
“เราเป็นเหมือนหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่สำคัญ และอาจทำคนเดียวไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็น Value Chain แต่ในฐานะที่เราเป็นธนาคาร เราอยากเอาชุดความรู้ด้านการเงินที่เราเชี่ยวชาญ ซึ่งได้พัฒนาร่วมกับ W Academy ไปกระจายสู่โรงเรียนที่มีความต้องการ และทำให้เด็กวัย ม.ต้น ได้เริ่มรู้เรื่องพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตทางการเงินของเขา”
ภาพของ “รุ่นพี่การเงิน” จึงไม่ได้หมายถึงการส่งอาสาสมัครทีทีบีลงไปสอนหนังสือเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการสร้างกลไกที่เชื่อม อาสาสมัครทีทีบี–โรงเรียน–ครู–เยาวชน เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของอาสาสมัคร การเรียนรู้ผ่านเกม การทำโจทย์และการบ้าน ไปจนถึงการติดตามพฤติกรรมหลังจบหลักสูตร ขณะเดียวกันเครื่องมือและคู่มือที่ส่งต่อให้ครูก็ช่วยให้ความรู้สามารถเดินหน้าต่อกับนักเรียนรุ่นถัดไปได้
สำหรับทีทีบี การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินจึงถูกวางให้เป็นภารกิจที่เริ่มได้ตั้งแต่วัยเรียน เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้เรื่องเงิน” มากขึ้นเท่านั้น แต่ต้องการให้พวกเขามีทักษะในการคิด ตัดสินใจ ใช้จ่าย และออม ก่อนก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานและภาระทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม



