หยุด! ผิวเหี่ยว→เติม, ร่องลึก→ฉีดให้เต็ม

เพราะ Regenerative Beauty มาแทนที่

มกราคม 7,2026…ในยุคที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แนวคิดการดูแลความงามกำลังเปลี่ยนจากการเติมเต็มแบบชั่วคราว ผิวเหี่ยว→เติม ร่องลึก→ฉีดให้เต็ม ไปสู่การฟื้นฟูเชิงระบบ Regenerative Beauty จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของอุตสาหกรรมความงามในยุค Wellness Economy

ท่ามกลางสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) อย่างชัดเจน เศรษฐกิจสุขภาพหรือ Wellness Economy ของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการดูแลเชิงแก้ไข ไปสู่การดูแลเชิงฟื้นฟูและป้องกันในระยะยาว หนึ่งในอุตสาหกรรมที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เด่นชัดคืออุตสาหกรรมความงาม ซึ่งแนวคิดการคงความอ่อนเยาว์ด้วยการเติมสารแปลกปลอมกำลังถูกแทนที่ด้วย Regenerative Beauty หรือความงามเชิงฟื้นฟู ที่อาศัยวิทยาศาสตร์ระดับเซลล์เป็นฐานของความยั่งยืน

การพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของ ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์ และ ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยใช้เวลากว่า 8 ปีของการวิจัยเชิงลึกและกระบวนการทดสอบ ก่อนจะได้รับการยอมรับในระดับสากล ผ่านการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ การได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมทั้งในและต่างประเทศ  และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนภายใต้การดูแลของ INT

ศ.ดร.พญ.รังสิมา อธิบายว่า เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์ไฟโบรบลาสต์ในชั้นหนังแท้ซึ่งทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และสารสำคัญของผิว จะทำงานลดลง ส่งผลให้ผิวเสื่อมสภาพ นวัตกรรมนี้จึงมุ่งฟื้นฟูกลไกการทำงานของผิวจากระดับเซลล์ ด้วยการนำเซลล์ของผู้รับบริการเองมาเพาะเลี้ยง เพิ่มคุณภาพ และนำกลับไปใช้เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ลดความเสี่ยงจากการแพ้ และให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าการเติมสารจากภายนอก

การต่อยอดสู่ Phase 2 ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว ช่วยลดข้อจำกัดด้านขั้นตอนการรักษา โดยสามารถให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้างและคุณภาพผิวจากการรักษาเพียงครั้งเดียว ผ่านกลไกการสื่อสารระหว่างเซลล์ (cell-to-cell communication) สะท้อนทิศทางใหม่ของเวชศาสตร์ความงามที่มองผิวเป็น “ระบบ” มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะจุด

เบื้องหลังความก้าวหน้านี้ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน ทำให้งานวิจัยสามารถก้าวออกจากห้องแล็บไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ นับเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับระบบ wellness economy ของประเทศ

ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา (ขวา)

รายงานของ Fortune Business Insights ระบุว่า ตลาด Global Medical Aesthetics มีมูลค่าประมาณ 22.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ย 13% ต่อปี ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยจะมีมูลค่าราว 76,500 ล้านบาทในปี 2025 โดยมีแรงหนุนจากสังคมผู้สูงอายุและตลาด Medical Tourism

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ทำให้นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ฝีมือคนไทยอาจกลายเป็น ตัวเปลี่ยนเกม ที่ไม่เพียงดึงผู้บริโภคไทยกลับมารับบริการในประเทศ แต่ยังมีศักยภาพในการดึงดูดผู้รับบริการจากอาเซียน เอเชีย และตลาดนานาชาติ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ ผู้สร้างนวัตกรรมความงามบนฐานวิทยาศาสตร์

ในมุมของโครงสร้างเศรษฐกิจ นวัตกรรม Regenerative Beauty ไม่ได้ตอบโจทย์เพียงตลาดความงาม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความท้าทายของสังคมผู้สูงวัย ที่ต้องการการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว การมีเทคโนโลยีที่พัฒนาจากฐานวิทยาศาสตร์ในประเทศ ช่วยยกระดับบทบาทของไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ผู้สร้างนวัตกรรมในห่วงโซ่คุณค่าโลก และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาด Wellness และ Medical Aesthetics ระดับภูมิภาค

เมื่อความงามถูกนิยามใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ ไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ Regenerative Beauty จึงกำลังกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพไทย และเป็นตัวอย่างของการที่วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และโครงสร้างสังคมผู้สูงวัย สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน