อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองไทยก่อนการเลือกตั้ง – SD Perspectives : Strategic Sustainability Media in Thailand อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองไทยก่อนการเลือกตั้ง – SD Perspectives : Strategic Sustainability Media in Thailand

นโยบายสิ่งแวดล้อมพรรคการเมืองไทย กับโจทย์วิกฤตโลก

เมื่อ Climate Biodiversity กลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบของประเทศ

มกราคม 23,2026…สถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปราะบาง ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ถดถอย และปัญหามลพิษที่กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในวงกว้าง การประชุมเพื่อนำเสนอสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและนโยบายของพรรคการเมืองที่จัดขึ้นล่าสุด สะท้อนชัดว่า “สิ่งแวดล้อม” ไม่อาจถูกมองเป็นประเด็นรองของการเมืองได้อีกต่อไป

วิกฤตสิ่งแวดล้อม
= ความเสี่ยงเชิงระบบของประเทศ

ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชี้ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตั้งแต่น้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น PM2.5 ที่กลายเป็นปัญหาโครงสร้าง ไปจนถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่ง World Economic Forum จัดให้อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงสุดของโลกในอนาคตอันใกล้

ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจากสภาพภูมิอากาศ และคาดว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท ขณะที่กรุงเทพมหานครถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เปราะบางต่อผลกระทบจาก Climate Change มากที่สุดของโลก ภาพเหล่านี้ทำให้คำถามเรื่อง “นโยบายสิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่คำถามเชิงอุดมการณ์ แต่เป็นคำถามเรื่องการอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย

พรรคการเมืองเริ่มพูดมากขึ้น
แต่ระดับความจริงจัง?

นโยบายสิ่งแวดล้อมจากพรรคการเมือง 9 พรรคที่นำเสนอในเวทีเดียวกัน แสดงให้เห็นพัฒนาการสำคัญ คือการยอมรับร่วมกันว่าเป้าหมาย Net Zero กฎหมายอากาศสะอาด การจัดการขยะ และการรับมือภัยพิบัติ เป็น “โจทย์บังคับ” ของประเทศ ไม่ใช่ทางเลือก

นโยบายสิ่งแวดล้อมจาก 9 พรรคการเมือง (ผ่านคลิป)

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงคุณภาพ นโยบายจำนวนมากยังอยู่ในระดับ “คำมั่น” มากกว่ากลไกที่ชัดเจน ทั้งด้านกฎหมาย งบประมาณ และโครงสร้างการขับเคลื่อน บางพรรคเสนอกรอบเศรษฐกิจสีเขียวและคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน ขณะที่บางพรรคเน้นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาด และการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ
จากนโยบายบนกระดาษ สู่การเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ

แม้นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองไทยจะเริ่มครอบคลุมและแตะประเด็นสำคัญมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเห็นตรงกันว่า ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่การ “มีนโยบาย” หากคือการเปลี่ยนคำมั่นสัญญาให้กลายเป็นการปฏิบัติที่มีผลจริงต่อเศรษฐกิจ สังคม และคนรุ่นถัดไป

ศ.ดร. จำลอง โพธิ์บุญ จาก NIDA เสนอกรอบประเมินนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน ตั้งแต่การตอบโจทย์ปัญหาจริง ความครอบคลุม ความชัดเจน ไปจนถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ทั้งด้านทรัพยากร งบประมาณ และระบบขับเคลื่อน โดยชี้ว่า แม้หลายพรรคจะพูด “ตรงจุด” แต่ยังขาดการมองสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของเศรษฐกิจและสังคม ทำให้นโยบายสีเขียวยังถูกมองเป็นเรื่องรอง เมื่อเทียบกับนโยบายปากท้อง

เขาตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมของไทยมักกลายเป็น “เมียน้อยทางการเมือง” และยังขาดนวัตกรรมที่เชื่อมการดูแลสิ่งแวดล้อมเข้ากับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทางออกจึงไม่ใช่เพียงนโยบายรายประเด็น แต่ต้องสร้าง “ระบบนิเวศการขับเคลื่อน” ที่ครบทั้งกฎหมาย สถาบัน ผู้รับผิดชอบ ความร่วมมือ และฐานคิดอย่างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ในมุมเชิงวิชาการ ศ.ดร. พิสุทธิ์ เพียรมนกุล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอกรอบ 6 ประเด็นสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การจัดการทรัพยากรร่วม น้ำ–พลังงาน–อาหาร (Nexus) เศรษฐกิจหมุนเวียน ESG กับต้นทุนทางการเงิน ไปจนถึง Net Zero 2050 ซึ่งต้องไม่ลืมโจทย์ระยะสั้นอย่าง NDC 3.0 การสร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาทักษะแรงงานสีเขียว

เขาเน้นว่า นโยบายจะเดินหน้าไม่ได้หากไม่มีตัวชี้วัด (KPIs) ที่ชัดเจน มีธรรมาภิบาล และสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความเหลื่อมล้ำ

ด้านมุมมองเศรษฐกิจและการเงิน พิพิธ เอนกนิธิ ชี้ให้เห็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่รุนแรงยิ่งกว่า หากประเทศไทยไม่เร่งรับมือ Climate Change ความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจสูงถึง 34% ของ GDP ในระยะยาว ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญคือวงจรการเมืองที่สั้น งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมที่ต่ำมาก และการลงทุนเพื่อ Net Zero ที่ต้องใช้เงินระดับหลายแสนล้านบาทต่อปี

ทางออกจึงต้องเปลี่ยนโครงสร้างธรรมาภิบาล เปิดทางแหล่งเงินทุนใหม่จากภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมระบบตรวจสอบอิสระเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

เสียงจากคนรุ่นใหม่สะท้อนผ่าน กาญจน์ระวี ศรีแสงทรัพย์ ซึ่งระบุว่า เยาวชนกว่า 87% ได้รับผลกระทบจาก Climate Change และกว่า 70% จากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ แต่กลับยังมีบทบาทเชิงนโยบายอย่างจำกัด สิ่งที่เยาวชนเรียกร้องไม่ใช่เพียงการรับฟังเชิงสัญลักษณ์ หากคือ “การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย” ตั้งแต่การร่วมออกแบบ ตัดสินใจ ไปจนถึงการติดตามผล

เธอย้ำว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมต้องนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างยุติธรรม (Just Transition) ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องมาพร้อมการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงทั้งความรู้ การลงมือทำ และความผูกพันทางอารมณ์

ขณะที่ ดร. วิจารณ์ มองว่า นโยบายพรรคการเมืองจำนวนมากยังต้องพิสูจน์ในทางปฏิบัติ ทั้งการจัดลำดับความสำคัญและความต่อเนื่องในการดำเนินงาน แม้แนวคิด BCG Model จะยังเป็นฐานที่ดี แต่สิ่งจำเป็นเร่งด่วนคือการเร่งรัดกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ค้างอยู่ เพื่อไม่ให้นโยบายกลายเป็นเพียง “เสือกระดาษ”
เขาชี้ว่าประเด็นที่ควรเร่งคือเรื่องที่สร้างผลประโยชน์ร่วมสูง เช่น PM2.5 ซึ่งกระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว พร้อมทั้งต้องมีการบริหารจัดการแบบบูรณาการ ใช้ Big Data ในการตัดสินใจ และยกระดับความโปร่งใสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้จริง

เสียงจากทุกภาคส่วนสะท้อนตรงกันว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมไทยกำลังก้าวพ้นจุด “ไม่มีใครพูดถึง” แต่ยังไม่ถึงจุดที่กลายเป็น “วาระหลักของการเมือง” การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมือง กฎหมายที่บังคับใช้ได้ เงินทุนที่เพียงพอ และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกเจเนอเรชัน เพราะในโลกที่ Climate และ Biodiversity กลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ คำถามไม่ใช่ใครมีนโยบายสวยกว่า แต่คือใครพร้อมเปลี่ยนโครงสร้างประเทศให้เดินได้จริงในระยะยาว

เวทีนี้สะท้อนชัดว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองไทย “ก้าวหน้าในเชิงภาษา” มากขึ้น แต่ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่การเปลี่ยนคำสัญญาให้เป็นการปฏิบัติจริง ผ่านกฎหมายที่บังคับใช้ได้ งบประมาณที่เพียงพอ ธรรมาภิบาลที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

ในโลกที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ การเมืองไทยอาจไม่มีพื้นที่สำหรับนโยบายสีเขียวแบบครึ่งๆ กลางๆ อีกต่อไป เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ใครพูดถึงสิ่งแวดล้อมมากกว่า” แต่คือ “ใครพร้อมทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นโครงสร้างหลักของการพัฒนาประเทศจริง”