มีนาคม 11,2026…คำถามเกี่ยวกับความตายมักถูกเก็บไว้ในพื้นที่เงียบของหลายครอบครัวไทย ทั้งที่ในความเป็นจริง ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเต็มไปด้วยการตัดสินใจสำคัญ ตั้งแต่การรักษา การยื้อชีวิต ไปจนถึงการดูแลกันในวันที่ร่างกายเริ่มเปราะบาง ในโลกที่แนวคิด Death Literacy กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าเราจะมีชีวิตอยู่นานแค่ไหน แต่คือ เราจะจากไปอย่างไร และทิ้งความรู้สึกแบบไหนไว้กับคนที่เรารัก
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย
13-15 มีนาคม 2569 เวลา 09.00-19.00 น. @ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6, เมืองทองธานี ชมฟรี ! จะกลายเป็นพื้นที่ของ “Die-alougue” บทสนทนาเรื่องความตายที่ไม่ได้ชวนให้หมกมุ่นกับจุดจบของชีวิต หากแต่ชวนให้สังคมไทยตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับ การใช้ชีวิต การดูแลกันในวันที่เปราะบาง และความหมายของการ “ตายดี”
เมื่อความตายกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องชีวิต
แนวคิดเหล่านี้ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเพียงในเวทีเสวนา แต่ถูกออกแบบให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมสามารถสัมผัสได้จริง ภายในงาน Death Fest 2026 ผู้เข้าชมจะได้เดินสำรวจพื้นที่เรียนรู้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การคิดถึงช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต การเตรียมเอกสารแสดงเจตนารมณ์ล่วงหน้า ไปจนถึงการทำความเข้าใจชีวิตของผู้ป่วยและผู้ดูแลในสถานการณ์จริง

หนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดคือ TEST DIE & FUNERAL DESIGN CENTER โชว์รูมทดลองโลงศพและศูนย์ออกแบบงานศพครบวงจร ที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมได้ “ทดลองคิดล่วงหน้า” ถึงพิธีอำลาครั้งสุดท้ายของตนเอง ว่าอยากให้การจากลานั้นสะท้อนตัวตนและความหมายของชีวิตอย่างไร
ขณะที่โซน “เชียร์-หรีด-เด้อ” รวบรวมพวงหรีดทางเลือกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หรีดที่ช่วยสนับสนุนชุมชน ไปจนถึงหรีดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชวนให้ผู้ร่วมงานตั้งคำถามว่า แม้ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต การจากลาก็ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมและโลกได้
อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือ นิทรรศการ “สมุดเบาใจ” และ E-Living Will ที่ชวนผู้เข้าชมวางแผนชีวิตและสุขภาพล่วงหน้า ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยสูงอายุ เพื่อให้ทั้งตัวเราและครอบครัว “เบาใจ” มากขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิต
เรียนรู้ความเปราะบาง เพื่อเข้าใจชีวิตมากขึ้น

ในอีกมิติหนึ่ง งานยังเปิดประสบการณ์เชิงทดลองอย่าง Cancer City Live Experience ที่พาผู้เข้าร่วมเข้าไปสัมผัสมุมมองของผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อเข้าใจความท้าทายของโรคร้ายและเตรียมใจรับมือหากวันหนึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์นั้นจริง
กิจกรรมอย่าง Die-alougue in the dark ก็เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ฟังเรื่องราวชีวิตและความตายจากผู้คนหลากหลายบริบท ซึ่งบางครั้งเป็นเสียงที่สังคมไม่เคยรับฟังมาก่อน
ในมิติของสุขภาพ งานยังมีโซน “แก่ดี” ที่ให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งโดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ รวมถึงโซน “เตรียมตัวตายดี” ของสภากาชาดไทย ที่เปิดให้ลงทะเบียนบริจาคอวัยวะ ดวงตา และร่างกาย เพื่อช่วยต่อชีวิตผู้อื่น
ขณะเดียวกัน โซน “เจ็บดี” ของสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เปิดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการดูแลสุขภาวะทางใจ ผ่านกิจกรรมรับฟังอย่างลึกซึ้งและการสำรวจอารมณ์ของตนเอง
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม “เยือนเย็น” นำเสนอแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบ Home Palliative Care ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตช่วงท้ายอย่างมีคุณภาพท่ามกลางครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมีเวทีสนทนาเกี่ยวกับประเด็นสำคัญของสังคม ตั้งแต่การรักษาประคับประคองสำหรับเด็กและสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงการถกเถียงเรื่องสิทธิในชีวิตของกลุ่ม LGBTQ+ และคำถามทางจริยธรรมอย่างการการุณยฆาต
เมื่อการเตรียมตัวตาย คือการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต
ทั้งหมดนี้ทำให้ Death Fest 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานเกี่ยวกับความตาย แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนสังคมไทยตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับชีวิต
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเตรียมตัวตายไม่ใช่การหมกมุ่นกับจุดจบของชีวิต หากแต่เป็นการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท และเข้าใจว่าการดูแลกันในวันที่เปราะบางที่สุด อาจเป็นหนึ่งในความหมายสำคัญของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน




