“ป่ากลางสมุทร” ผลงานของ WISHULADA ใช้วัสดุเหลือใช้ประกอบเป็นประติมากรรมเต่าตนุที่มีผืนป่าอยู่บนกระดอง สื่อสารความเชื่อมโยงของระบบนิเวศบกและทะเล ภายใน Thailand Pavilion: Climate Resilience งาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 กรุงเทพฯ “ป่ากลางสมุทร” ผลงานของ WISHULADA ใช้วัสดุเหลือใช้ประกอบเป็นประติมากรรมเต่าตนุที่มีผืนป่าอยู่บนกระดอง สื่อสารความเชื่อมโยงของระบบนิเวศบกและทะเล ภายใน Thailand Pavilion: Climate Resilience งาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 กรุงเทพฯ

WISHULADA เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ 211.5 กก.เป็น “ป่ากลางสมุทร”

ความสัมพันธ์ต้นน้ำถึงทะเลในเวที IMF–World Bank 2026

ตุลาคม 17,2026…ประติมากรรมเต่าตนุแบกผืนป่าของ WISHULADA ชวนมองความสัมพันธ์ระหว่างป่าต้นน้ำ สายน้ำ และมหาสมุทร ภายใน Thailand Pavilion: Climate Resilience งาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 กรุงเทพฯ ผ่านวัสดุเหลือใช้ที่กลับมามีคุณค่า พร้อมสื่อสารว่าการดูแลธรรมชาติและการใช้ทรัพยากรเป็นเรื่องที่เชื่อมถึงกัน

ฝาขวด ห่วงเปิดกระป๋อง หลอดกาแฟ และบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการใช้งาน ถูกนำมาประกอบเป็นผิวของเต่าตนุขนาดใหญ่ บนกระดองมีผืนป่าตั้งอยู่ ภาพของชีวิตใต้ทะเลที่แบกธรรมชาติบนแผ่นดินไว้ด้วยกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับป่าต้นน้ำจะเดินทางไปถึงมหาสมุทรอย่างไร

ผลงานนำประเด็นเศรษฐกิจหมุนเวียน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาเล่าผ่านสิ่งของใกล้ตัว ให้ผู้ชมได้เห็นทั้งรายละเอียดของวัสดุและความสัมพันธ์ของระบบนิเวศที่วัสดุเหล่านั้นกำลังบอกเล่า

ผลงานทั้งหมดนี้เกิดจากการร่วมมือร่วมใจ ชุมชนในจังหวัดชัยนาท และนนทบุรี ในการร่วมกันสร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดร่วมกัน

ป่าบนกระดองเต่า
สื่อสารว่าการดูแลทะเลเริ่มได้จากต้นน้ำ

แนวคิดของ “ป่ากลางสมุทร” เริ่มจากบทบาทของป่าต้นน้ำ ซึ่งช่วยดูดซับและกักเก็บน้ำฝน ก่อนค่อย ๆ ปล่อยน้ำลงสู่ลำธารและแม่น้ำ หล่อเลี้ยงชุมชนและสิ่งมีชีวิตตลอดเส้นทางจนถึงทะเล

เมื่อป่าต้นน้ำได้รับความเสียหาย ผลกระทบจึงสามารถส่งต่อไปยังพื้นที่ปลายน้ำ ทั้งตะกอน มลพิษ และการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำที่กระทบแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเล

เต่าตนุได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของความเชื่อมโยงนี้ ด้วยบทบาทในระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะการช่วยรักษาความสมบูรณ์ของแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นทั้งแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด

การวางผืนป่าไว้บนกระดองเต่าจึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างต้นน้ำกับมหาสมุทรปรากฏเป็นภาพเดียว และชวนให้มองการอนุรักษ์ธรรมชาติข้ามขอบเขตของพื้นที่บกและทะเล

วัสดุเหลือใช้ 211.5 กิโลกรัม
กลับมามีบทบาทในงานศิลปะ

เมื่อมองใกล้เข้าไป สีสันและพื้นผิวของประติมากรรมเกิดจากวัสดุที่มีรูปทรงและหน้าที่เดิมแตกต่างกัน ทั้งขวดพลาสติกใสและสีเขียว ฝาขวดพลาสติก ฝาอะลูมิเนียม ห่วงเปิดกระป๋อง หลอดกาแฟ ถุงขนม ถุงน้ำยาซักผ้า ลูกขนไก่ และลูกบอลพลาสติก

วัสดุเหล่านี้ถูกนำมาสร้างรายละเอียดของผลงาน โดยใช้ประโยชน์จากสี รูปร่าง และพื้นผิวที่มีอยู่แล้ว สะท้อนแนวทางของ WISHULADA ที่นำวัสดุซึ่งหมดหน้าที่เดิมกลับมาสร้างคุณค่าใหม่

ผลงานมีน้ำหนักรวม 411.5 กิโลกรัม แบ่งเป็นโครงสร้างเต่าตนุ 200 กิโลกรัม และวัสดุเหลือใช้ที่นำกลับมาสร้างสรรค์ 211.5 กิโลกรัม โดยวัสดุส่วนสำคัญประกอบด้วยฝาอะลูมิเนียม 58 กิโลกรัม ฝาขวดพลาสติก 52 กิโลกรัม และห่วงเปิดกระป๋องอะลูมิเนียม 46 กิโลกรัม

การนำวัสดุกลับมาใช้ครั้งนี้ช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยประมาณ 1,920.09 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือราว 1.92 ตัน ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าประมาณตามข้อมูลของผลงาน โดยเอกสารที่ให้มายังไม่ได้แสดงรายละเอียดวิธีคำนวณหรือขอบเขตการประเมิน

ศิลปะชวนมอง Climate Resilience
ผ่านความสัมพันธ์ของธรรมชาติ

การจัดแสดง “ป่ากลางสมุทร” ภายในพื้นที่ Climate Resilience เปิดทางให้ผู้ชมเข้าถึงประเด็นการรับมือความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศผ่านภาพและวัสดุที่จับต้องได้ ตั้งแต่สิ่งของที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงผืนป่า แหล่งน้ำ และชีวิตในทะเล

“ป่ากลางสมุทร” ผลงานของ WISHULADA ใช้วัสดุเหลือใช้ประกอบเป็นประติมากรรมเต่าตนุที่มีผืนป่าอยู่บนกระดอง สื่อสารความเชื่อมโยงของระบบนิเวศบกและทะเล ภายใน Thailand Pavilion: Climate Resilience งาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 กรุงเทพฯ

ในมุมของความยั่งยืน ผลงานชวนให้พิจารณาสองเรื่องควบคู่กัน คือ การใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าต่อเนื่อง และการดูแลระบบนิเวศโดยเข้าใจว่าผลกระทบสามารถส่งต่อจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งได้

เต่าตนุที่แบกป่าไว้บนกระดองจึงชวนให้ผู้ชมย้อนกลับมามองการตัดสินใจของตนเอง ทั้งการใช้วัสดุ การจัดการสิ่งของหลังใช้งาน และการมีส่วนร่วมดูแลธรรมชาติตลอดเส้นทางจากต้นน้ำถึงทะเล