ผู้บริหารและคณะร่วมถ่ายภาพพร้อมใบรับรอง OECMs ของสิงห์ปาร์ค เชียงราย และ CROSSROADS Maldives ในกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ| SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand ผู้บริหารและคณะร่วมถ่ายภาพพร้อมใบรับรอง OECMs ของสิงห์ปาร์ค เชียงราย และ CROSSROADS Maldives ในกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ| SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

สิงห์ปาร์ค–CROSSROADS Maldives ได้รับรอง OECMs บก–ทะเล

บุญรอดฯ เชื่อมธุรกิจกับการอนุรักษ์

ตุลาคม 9,2026…กลุ่มบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่มีพื้นที่ภายใต้การดูแลในไทยและมัลดีฟส์ ได้รับการรับรอง OECMs หรือพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง ครอบคลุมบริเวณอ่างเก็บน้ำสิงห์ปาร์ค เชียงราย และพื้นที่ทางทะเลของ CROSSROADS Maldives สะท้อนบทบาทภาคธุรกิจในการดูแลถิ่นอาศัยและฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายอนุรักษ์ธรรมชาติ 30% ภายในปี 2030 สำหรับประเทศไทย

กลุ่มบริษัทในเครือ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด สร้างชื่อในระดับสากลในฐานะบริษัทเอกชนไทยรายแรกที่มีพื้นที่ภายใต้การดูแลได้รับการรับรองเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (*Other Effective Area-Based Conservation Measures: OECMs) ทั้งในประเทศไทยและมัลดีฟส์ ภายใต้การดูแลของกลุ่มบริษัท 2 แห่ง ได้แก่ “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” และ “CROSSROADS Maldives” ซึ่งได้รับการรับรองครอบคลุมทั้งระบบนิเวศบนบกและทางทะเล สะท้อนผลลัพธ์จากการปกป้องดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง จนสามารถฟื้นตัวและกลับมามีความสมบูรณ์ พร้อมขยายผลสู่พื้นที่โดยรอบจนเป็นแหล่งอาศัยของพืชและสัตว์หลากหลายชนิด

ภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เผยว่า การได้รับการรับรอง OECMs ซึ่งเป็นเกณฑ์การอนุรักษ์ในระดับสากล ครอบคลุมทั้งพื้นที่บนบกและพื้นที่ทางทะเล ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบุญรอดฯ และสะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจ ตลอดระยะเวลา 93 ปี ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงประโยชน์และการมีส่วนร่วมของชุมชน สร้างผลลัพธ์ทางระบบนิเวศที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

“การรับรองครั้งนี้ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ แต่เป็นสิ่งยืนยันถึงความตั้งใจและผลลัพธ์จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดและขยายแนวทางการดูแลไปยังพื้นที่โดยรอบบริษัทฯ โดยร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามแนวคิด Global Citizen ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าและดูแลสิ่งแวดล้อมในทุกพื้นที่ที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจ เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว”

ในประเทศไทย พื้นที่ดังกล่าวคือพื้นที่บนบก “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ผสานการดูแลพื้นที่สีเขียวกับการเกษตรอย่างยั่งยืน ฟื้นฟูระบบนิเวศจนเป็นแหล่งอาหารและพื้นที่ขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด รวมถึงเป็นพื้นที่หากิน ทำรัง และขยายพันธุ์ของนกน้ำและนกอพยพที่พบได้ยากในประเทศไทย และพื้นที่ทางทะเล ส่วนธุรกิจที่มัลดีฟ ภายใต้โครงการ “CROSSROADS Maldives” ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ธุรกิจโรงแรมในเครือบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่อนุรักษ์และฟื้นฟูแนวปะการัง ก็ประสบความสำเร็จในการขยายพันธุ์ปะการังจนพื้นที่แนวปะการังเพิ่มขึ้น เป็นแหล่งพักพิงของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด รวมถึงสัตว์ทะเลหายากที่คนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสพบเห็นในชีวิตประจำวัน ตลอดจนมีการบันทึกการพบโลมาได้เป็นจำนวนมาก โดยผลลัพธ์จากการดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทั้งสองพื้นที่ได้รับการรับรองเป็นพื้นที่ OECMs

จากการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ระหว่างปี 2023–2025 พบสิ่งมีชีวิตรวม 184 ชนิด ครอบคลุม 5 กลุ่ม ได้แก่ พืช, แมลง, สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และนก นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งหากิน ทำรัง และขยายพันธุ์ของนกน้ำและนกอพยพหลายชนิด รวมถึงเป็ดอพยพที่พบได้ยากในประเทศไทย เช่น เป็ดแดงและเป็ดดำหัวสีน้ำตาล รวมถึงนกปรอดหัวโขน โดยเป็ดดำหัวสีน้ำตาลจัดอยู่ในสถานภาพใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened: NT) ตามบัญชีแดงของ IUCN

สิงห์ปาร์ค เชียงราย
พื้นที่รับรอง: บริเวณอ่างเก็บน้ำ ภายในสิงห์ปาร์ค เชียงราย จังหวัดเชียงราย
หน่วยงานรับรอง: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
วันที่ได้รับเกียรติบัตรรับรอง: 11 กุมภาพันธ์ 2569
ระยะเวลารับรอง: 1 ธันวาคม 2568–30 พฤศจิกายน 2573
สิงห์ปาร์ค เชียงราย: ระบบนิเวศบนบกและแหล่งน้ำ
บริเวณอ่างเก็บน้ำและพื้นที่โดยรอบเป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และถิ่นอาศัยของนกน้ำและนกอพยพ ผลการสำรวจร่วมกับฝ่ายงานความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ระหว่างปี 2566–2568 บันทึกสิ่งมีชีวิตรวม 184 ชนิด ได้แก่
พืชพรรณไม้ 61 ชนิด
นก 54 ชนิด
ผีเสื้อ 34 ชนิด
แมลงปอ 26 ชนิด
สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 5 ชนิด
สัตว์เลื้อยคลาน 3 ชนิด
หิ่งห้อย 1 ชนิด
ในจำนวนนี้พบชนิดพันธุ์ที่มีสถานภาพถูกคุกคามในประเทศไทย ได้แก่ เป็ดดำหัวสีน้ำตาล (Ferruginous Duck, Aythya nyroca) และ นกปรอดหัวโขน (Red-whiskered Bulbul, Pycnonotus jocosus) ขณะที่เป็ดดำหัวสีน้ำตาลยังได้รับการจัดให้อยู่ในสถานะ “ใกล้ถูกคุกคาม” (Near Threatened: NT) ตามบัญชีแดงของ IUCN ในระดับโลก

ขณะที่โครงการ CROSSROADS Maldives พบสัตว์ทะเลในบัญชีแดงของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จำนวน 24 ชนิด ซึ่งหลายชนิดเป็นสัตว์ทะเลหายากและ
ใกล้สูญพันธุ์ที่แทบไม่มีโอกาสพบเห็นได้ทั่วไปในธรรมชาติ อาทิ กระเบนนกรางกระแส ฉลามหัวค้อน และเต่ากระ เป็นต้น ควบคู่กับผลจากการดูแลและขยายพันธุ์ปะการังจนพื้นที่แนวปะการังเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,300 ตารางเมตร เป็นมากกว่า 8,000 ตารางเมตร ระหว่างปี 2018–2026 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 600% ภายใน 8 ปี นอกจากนี้ ยังบันทึกการพบโลมาสะสมรวม 7,851 ตัว จากการสำรวจ 246 ครั้ง สะท้อนผลลัพธ์จากการฟื้นฟูและดูแลระบบนิเวศทางทะเลอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการรับรอง
CROSSROADS Maldives
ผู้พัฒนาและบริหาร: บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน)
พื้นที่รับรอง: พื้นที่ทางทะเลบริเวณ Emboodhoo Lagoon อะทอลล์คาฟู สาธารณรัฐมัลดีฟส์
ขนาดพื้นที่: 1.71 ตารางกิโลเมตร
หน่วยงานรับรอง: กระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน สาธารณรัฐมัลดีฟส์
วันที่ได้รับการรับรอง: 11 สิงหาคม 2569

ผลลัพธ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
CROSSROADS Maldives: ระบบนิเวศทางทะเล
ผลการสำรวจทางนิเวศในปี 2566–2568 บันทึกสัตว์ทะเลที่อยู่ในบัญชีแดงของ IUCN จำนวน 24 ชนิด รวมถึงสัตว์ทะเลหายาก 3 ชนิดที่อยู่ในสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” (Critically Endangered: CR) ได้แก่
เต่ากระ (Hawksbill Turtle, Eretmochelys imbricata)
ฉลามหัวค้อน (Scalloped Hammerhead Shark, Sphyrna lewini)
กระเบนนกรางกระแส (Ornate Eagle Ray, Aetomylaeus vespertilio)
ด้านการฟื้นฟูแนวปะการัง พื้นที่แนวปะการังในเขตดูแลเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,300 ตารางเมตรในปี 2561 เป็นมากกว่า 8,000 ตารางเมตรในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 600% ภายในระยะเวลา 8 ปี นอกจากนี้ การสำรวจโลมาจำนวน 246 ครั้ง ยังบันทึกการพบเห็นโลมาสะสมรวม 7,851 ตัว

พื้นที่ทั้งสองแห่งได้รับการรับรองเป็นพื้นที่ OECMs (Other Effective Area-Based Conservation Measures) หรือ “พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง” ซึ่งเป็นการนำศักยภาพของพื้นที่ภาคเอกชนมาบริหารจัดการและฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและหล่อเลี้ยงพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด ‘Global Citizen’ ของบริษัทบุญรอดฯ ที่มุ่งดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน การรับรองพื้นที่ OECMs ยังเป็นกลไกสนับสนุนเป้าหมายที่ 3 ของกรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) หรือ 30×30 ซึ่งกำหนดให้มีการอนุรักษ์และบริหารจัดการพื้นที่บก น้ำจืด ชายฝั่ง และทะเลของโลกอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2030

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยกล่าวไว้ว่า แนวคิด Nature Positive กำลังถูกบูรณาการเข้าสู่ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571 ถึง 2575 ผ่านเครื่องมือสำคัญ ได้แก่ Nature-based Solutions การขึ้นทะเบียนพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs การจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ หรือ Natural Capital Accounting การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพผ่าน Bioeconomy ตลอดจนกลไก Green Loan และ Biodiversity Credit เพื่อดึงเงินทุนภาคเอกชนเข้าสู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ
ประเทศไทยยังตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางบกและทะเล รวมถึงพื้นที่ OECMs ให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีพื้นที่ OECMs ที่ได้รับการรับรองแล้ว 22 แห่งรวมประมาณ 161.74 ตารางกิโลเมตร (โดยสิงห์ปาร์คเป็น 1 ใน 22 แห่ง ) และมีพื้นที่ศักยภาพอีก 4 แห่ง รวมประมาณ 856.69 ตารางกิโลเมตร

การได้รับการรับรอง OECMs ทั้งบนบกและทางทะเล สะท้อนผลลัพธ์จากการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพของบริษัทบุญรอดฯ พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขยายผลการดูแลระบบนิเวศและสร้างประโยชน์ให้แก่ธรรมชาติ สังคม และเศรษฐกิจในระยะยาว

หมายเหตุ


*OECMs หรือ “พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง” ตามนิยามของ IUCN หมายถึงพื้นที่ที่อยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย แต่มีการบริหารจัดการในลักษณะที่ให้ผลลัพธ์เชิงบวกต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (in-situ) ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยคำนึงถึงบริการทางระบบนิเวศ คุณค่าทางวัฒนธรรม และบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น ทั้งนี้ พื้นที่ OECMs สามารถอยู่ภายใต้การดูแลของภาครัฐ ชุมชน หรือภาคเอกชนก็ได้
การรับรอง OECMs เป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุนเป้าหมาย 30×30 ภายใต้กรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ซึ่งกำหนดให้มีการอนุรักษ์และบริหารจัดการพื้นที่บก น้ำจืด ชายฝั่ง และทะเลของโลกอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2030๕

การติดตามและประเมินผล
ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขของแนวปฏิบัติดังกล่าว พื้นที่ที่ได้รับการรับรองต้องจัดส่งรายงานการติดตามผลทางนิเวศต่อกระทรวงฯ เป็นประจำทุกปี และจะได้รับการประเมินอย่างเป็นทางการอีกครั้งภายใน 5 ปี โดยกลุ่มบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ระบุว่าจะติดตามและรายงานผลทางนิเวศของทั้งสองพื้นที่อย่างต่อเนื่องตามเงื่อนไขดังกล่าว