ตุลาคม 2,2026…เบื้องหลังสมุนไพรที่ใช้รักษาคน อาจเป็นโอกาสช่วยฟื้นป่าต้นน้ำ เมื่อหัวเฉียวนำเข้ายาสมุนไพรจีนกว่า 238 ตันในปี 2568 มูลนิธิกสิกรไทยจึงร่วมกับหัวเฉียวและจังหวัดน่าน เชื่อมความต้องการทางการแพทย์เข้ากับการพัฒนาพืชยาในพื้นที่ ตั้งแต่การปลูกจนถึงตลาด มุ่งให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มบนพื้นที่เกษตรเดิม ลดแรงกดดันต่อการขยายพื้นที่ทำกิน และเดินหน้าฟื้นป่าควบคู่กัน โจทย์เศรษฐกิจชุมชนที่ชวนมองผ่านกรอบ Nature Positive
วิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน อรัญ เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สังกัดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการมูลนิธิกสิกรไทย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในการพัฒนาพืชยาที่มีศักยภาพของจังหวัดน่าน โดยมุ่งเชื่อมโยงทรัพยากรและศักยภาพของพื้นที่เข้ากับองค์ความรู้ด้านการแพทย์ ความต้องการใช้วัตถุดิบพืชยา และมาตรฐานการผลิตพืชยาทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการพัฒนาห่วงโซ่พืชยาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีเย็นจิตร เตชะดำรงสิน รองผู้อำนวยการด้านบริหาร คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว นงเยาว์ สารเถื่อนแก้ว ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรน่านปฏิบัติราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน และชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ศูนย์นวัตกรรมพฤกษเภสัช (Pharma-agro Innovation Center: PIC) จังหวัดน่าน
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการบูรณาการจากจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่จากพืชยา โดยจังหวัดน่านจะทำหน้าที่ประสานและบูรณาการการดำเนินงานในระดับพื้นที่ เชื่อมโยงหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย ชุมชน และทรัพยากรของจังหวัด เพื่อสนับสนุนให้การพัฒนาพืชยาสามารถเกิดขึ้นและขยายผลได้อย่างเป็นระบบ ด้านคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการแพทย์แผนจีนมากกว่า 30 ปี จะนำองค์ความรู้ ความต้องการใช้พืชยา รวมถึงข้อกำหนดด้านคุณภาพและมาตรฐานทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบยา และสร้างมูลค่ากลับสู่พื้นที่ต้นทาง

ในขณะที่มูลนิธิกสิกรไทย โดยสถาบันเค อะโกร-อินโนเวท (KAI) จะสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่พืชยาแบบครบวงจร ตั้งแต่การศึกษาความต้องการของผู้ใช้ การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะปลูก การแปรรูป การวิเคราะห์ และสกัดสารสำคัญ การพัฒนามาตรฐาน ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาด พร้อมดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เพื่อพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมพืชยาในพื้นที่
ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งพัฒนาพืชยาน่านให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานทางการแพทย์ และมีตลาดรองรับ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรบนพื้นที่เกษตรเดิม โดยความต้องการใช้สมุนไพรของหัวเฉียว ซึ่งในปี 2568 มีการนำเข้า 347 รายการ รวมกว่า 238 ตัน สะท้อนโอกาสในการพัฒนาวัตถุดิบภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมความมั่นคงด้านยา พร้อมเชื่อมองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และเกษตรกรรมเข้ากับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งให้น่านเป็นต้นแบบห่วงโซ่คุณค่าพืชยาที่สร้างประโยชน์แก่ชุมชน ลดแรงกดดันต่อการขยายพื้นที่ทำกิน และสนับสนุนการฟื้นคืนป่าต้นน้ำ เพื่อให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาจังหวัดน่านสู่ต้นแบบอุตสาหกรรมพืชยา บนฐานของทรัพยากรและศักยภาพของพื้นที่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้และการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน เชื่อมโยงการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เข้ากับการสร้างรายได้ของชุมชน พร้อมขับเคลื่อนการดูแลคนกับป่าไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม




