กันยายน 27,2026…ต้นไม้ใหญ่ในเมืองไม่ได้มีคุณค่าเพียงให้ร่มเงา แต่ยังช่วยลดความร้อน กรองฝุ่น กักเก็บคาร์บอน และเก็บรักษาความทรงจำของชุมชน โครงการ “Adopt a Tree” จึงชวนภาคธุรกิจและประชาชนร่วมอุปการะต้นไม้ใหญ่ เปลี่ยนจากการดูแลเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่ระบบสำรวจสุขภาพ ฟื้นฟู และติดตามผลระยะยาวตามหลักรุกขกรรม
ในวันที่เมืองต้องเผชิญทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น มลพิษทางอากาศ และสภาพอากาศสุดขั้ว “ต้นไม้ใหญ่” ควรถูกมองเป็นมากกว่าองค์ประกอบของภูมิทัศน์ เพราะต้นไม้แต่ละต้นคือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรือหลายร้อยปีในการเติบโต และไม่สามารถทดแทนได้ทันทีด้วยต้นกล้าขนาดเล็ก
แนวคิดดังกล่าวเป็นหัวใจของวงเสวนา “Adopt a Tree: ภารกิจกู้ชีพต้นไม้ใหญ่” ภายใต้ความร่วมมือของมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ (Big Trees Project), Tree Care Hospital, สมาคมรุกขกรรมไทย, Socialgiver และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้
ต้นยางนา วัดเจดีย์หลวง
เมื่อความศรัทธาต้องเดินคู่กับความรู้

กรณีแรกคือ ต้นยางนา ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ บอกเล่าโดย ผศ. ดร.วรงค์ วงศ์ลังกา จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ รศ. ดร.พรเทพ เหมือนพงษ์ นายกสมาคมรุกขกรรมไทย
ต้นยางนาต้นนี้มีอายุมากกว่า 200 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์กับความทรงจำของเมืองเชียงใหม่มายาวนาน แต่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่โดยรอบจากลานทรายซึ่งน้ำสามารถซึมลงสู่รากได้ กลายเป็นพื้นคอนกรีตซ้อนกันหลายชั้น ทำให้ระบบรากได้รับน้ำและอากาศไม่เพียงพอ ขณะที่ส่วนยอดเริ่มแห้งและมีกาฝากเข้าปกคลุม
แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะมาจากความรักและความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อต้นไม้ แต่การเทคอนกรีตล้อมโคนหรือพันผ้ารอบลำต้นกลับอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของต้นไม้ในระยะยาว การฟื้นฟูจึงต้องเริ่มจากการสื่อสารกับเจ้าอาวาส กรรมการวัด และชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจว่าการรักษาต้นไม้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าทางความเชื่อ แต่เป็นการปกป้องมรดกที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่ให้ยาวนานที่สุด

ทีมผู้เชี่ยวชาญค่อย ๆ รื้อคอนกรีตหลายชั้นออกอย่างระมัดระวัง ใช้เครื่องเป่าลมแรงดันสูงเปิดพื้นที่และฟื้นฟูระบบราก พร้อมออกแบบระบบระบายน้ำใต้ดินเพื่อให้น้ำไหลกลับไปเลี้ยงต้นไม้ ขณะที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บเศษปูนและดูแลพื้นที่โดยรอบ
อีกด้านหนึ่ง ทีมงานพยายามเปลี่ยนวิธีแสดงความศรัทธาจากการพันผ้ารอบลำต้น ไปสู่กิจกรรม “ทิพยธารา บูชาไชยหลวง” ซึ่งเชิญชวนประชาชนนำน้ำจากแหล่งต่าง ๆ มารดต้นยางนาแทน เป็นการใช้กลไกทางวัฒนธรรมช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องการดูแลต้นไม้อย่างถูกต้อง
การอนุรักษ์ยังครอบคลุมถึงการเก็บเมล็ดไปเพาะเพื่อรักษาพันธุกรรม และการใช้เทคโนโลยี LiDAR Scan ติดตามโครงสร้างกับสุขภาพของต้นไม้ในระยะยาว สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลต้นไม้ใหญ่ต้องประสานทั้งวิทยาศาสตร์ ความเชื่อ วัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้าด้วยกัน

ต้นจามจุรียักษ์ กาญจนบุรี
กำเนิดแนวคิด “รุกขวิศวกร”
กรณีที่สองคือ ต้นจามจุรียักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี บอกเล่าโดย ดร.นครินทร์ ศรีสุวรรณ ซึ่งนำเสนอการทำงานร่วมกันระหว่างองค์ความรู้ด้านรุกขกรรมและวิศวกรรม เพื่อยืดอายุต้นไม้ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยของประชาชน
ต้นจามจุรียักษ์มีอายุประมาณ 130 ปี และอยู่ในช่วงวัยชราของต้นไม้ โดยกิ่งขนาดใหญ่บางส่วนเริ่มเกิดรอยฉีกและมีความเสี่ยงต่อการหักลงมาในบริเวณที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
ต้นไม้ในป่าธรรมชาติของเขตร้อนอาจมีอายุเฉลี่ยประมาณ 300 ปี แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเมืองหรือพื้นที่ที่มีกิจกรรมของมนุษย์ อายุขัยอาจลดลงเหลือเพียงประมาณหนึ่งในสาม จากข้อจำกัดด้านพื้นที่ราก ดินอัดแน่น มลพิษ การก่อสร้าง และการตัดแต่งที่ไม่เหมาะสม ต้นจามจุรีอายุ 130 ปีจึงถือว่าเข้าสู่ช่วงที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
การแก้ปัญหาครั้งนี้ทำให้เกิดแนวคิด “รุกขวิศวกร” หรือ Arborist–Engineer ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างรุกขกรผู้เข้าใจชีววิทยาของต้นไม้ กับวิศวกรที่ช่วยคำนวณโครงสร้าง น้ำหนัก และแรงกระทำต่าง ๆ
ทีมงานประเมินว่ากิ่งขนาดใหญ่มีน้ำหนักประมาณ 10 ตัน จึงต้องคำนวณทั้งน้ำหนักกิ่ง แรงลม และสภาพดิน ก่อนออกแบบโครงสร้างค้ำยันโดยใช้เข็มเหล็กแบบ Screw Pile เป็นฐานราก
จุดสำคัญของระบบนี้คือ สามารถติดตั้งโดยไม่ต้องขุดดินออกเป็นวงกว้าง จึงลดผลกระทบต่อรากต้นไม้ อีกทั้งยังปรับระดับและตำแหน่งของจุดรองรับให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของต้นไม้ในอนาคตได้
กรณีต้นจามจุรียักษ์แสดงให้เห็นว่า เมืองไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเก็บต้นไม้กับความปลอดภัยของประชาชน หากมีข้อมูล ความเชี่ยวชาญ และการออกแบบที่เหมาะสม ก็สามารถบริหารความเสี่ยงควบคู่กับการยืดอายุต้นไม้ได้

ต้นประดู่แดง–ต้นจามจุรี กรุงเทพฯ
เปลี่ยนคุณค่าของต้นไม้ให้เป็นข้อมูลที่มองเห็นได้
กรณีที่สามคือการดูแล ต้นประดู่แดง ณ อุทยานเบญจสิริ และต้นจามจุรี ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร บอกเล่าโดย ศศิมา ดีสร้อย จากมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ (Big Trees Project)
ต้นประดู่แดงคู่ภายในอุทยานเบญจสิริเป็นต้นไม้ทรงปลูกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเข้ารับการฟื้นฟู ต้นไม้ทั้งสองมีอาการทรุดโทรม ใบเหลือน้อย และเริ่มทิ้งใบจากปลายกิ่งลงมา
ส่วนกลุ่มต้นจามจุรีในสวนเบญจกิติได้รับผลกระทบจากสภาพพื้นที่เดิมซึ่งเคยเป็นโรงงานยาสูบและมีโครงสร้างถังน้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน เมื่อมีการปรับพื้นที่และนำเครื่องจักรหนักเข้ามา ดินบริเวณรากจึงเกิดการอัดแน่น ทำให้รากได้รับน้ำ อากาศ และสารอาหารไม่เพียงพอ ต้นไม้ค่อย ๆ อ่อนแอและมีโรคหรือแมลงเข้าทำลาย

การฟื้นฟูใช้เครื่อง Air Spade เป่าลมแรงดันสูงเพื่อคลายดินบริเวณรากโดยไม่ทำลายรากหลัก ก่อนปรับปรุงวัสดุบำรุงดินและผสมไบโอชาร์ เพื่อเพิ่มความร่วนซุย การระบายน้ำ และความสามารถในการเก็บธาตุอาหาร
นอกจากการดูแลทางกายภาพ ทีมงานยังสำรวจและจัดเก็บข้อมูลต้นไม้รายต้นลงในซอฟต์แวร์ ทั้งชนิด ตำแหน่ง ขนาด สภาพสุขภาพ ความเสี่ยง มูลค่าทางเศรษฐกิจ และปริมาณคาร์บอนที่ต้นไม้กักเก็บได้
ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีระบุว่า ปริมาณคาร์บอนสะสมในต้นไม้ใหญ่ทั้งหมดของอุทยานเบญจสิริ เทียบได้กับการปล่อยคาร์บอนจากการเดินทางด้วยรถยนต์รอบโลกประมาณ 72 รอบ ขณะที่ต้นจามจุรีขนาดใหญ่หนึ่งต้นในสวนเบญจกิติสามารถกักเก็บคาร์บอนในแต่ละปี เทียบได้กับการเปิดเครื่องปรับอากาศประมาณ 120 ชั่วโมง หรือการชาร์จสมาร์ตโฟนประมาณ 14,000 ครั้งต่อปี
ตัวเลขเหล่านี้ถูกใช้เพื่อทำให้บริการทางระบบนิเวศของต้นไม้กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนและผู้กำหนดนโยบายมองเห็นและเข้าใจได้ง่ายขึ้น พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า การตัดต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นแล้วปลูกต้นไม้ขนาดเล็กทดแทน สามารถชดเชยคุณค่าที่สูญเสียไปได้จริงหรือไม่ เพราะต้นไม้ใหม่ต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะสร้างร่มเงา กักเก็บคาร์บอน และให้ประโยชน์ในระดับใกล้เคียงกัน
จุดอ่อนของเมืองไทยไม่ใช่ไม่มีคนรักต้นไม้
แต่ยังไม่มีระบบดูแล
แม้ประเทศไทยจะมีต้นไม้ใหญ่ทรงคุณค่าอยู่ในวัด สวนสาธารณะ โรงเรียน ชุมชน และพื้นที่ประวัติศาสตร์จำนวนมาก แต่อุปสรรคสำคัญที่สุดยังคงเป็นเรื่องงบประมาณ โดยเฉพาะต้นไม้ที่ไม่ได้เป็น “ต้นไม้ไอคอน” หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง
ต้นไม้จำนวนมากมีความหมายต่อคนในชุมชน แต่ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จึงยากต่อการระดมบุคลากร รถกระเช้า เครื่องมือ และค่าใช้จ่ายสำหรับการประเมินกับฟื้นฟูอย่างถูกวิธี
อีกปัญหาคือการขาดความรู้ ตั้งแต่การเทคอนกรีตชิดโคนต้น การพันผ้ารอบลำต้น การทิ้งขยะหรือเทน้ำเสียบริเวณราก ไปจนถึงการตัดแต่งโดยผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ ขณะที่อุปกรณ์ตรวจสุขภาพภายในต้นไม้ เช่น Resistograph ยังมีจำนวนจำกัดและต้นทุนสูง
โจทย์ของเมืองจึงไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่ต้องมีฐานข้อมูล บุคลากร งบประมาณ และแผนบำรุงรักษาตลอดช่วงชีวิตของต้นไม้ ตั้งแต่การเลือกชนิดพันธุ์และพื้นที่ปลูก การตรวจสุขภาพ ไปจนถึงการจัดการความเสี่ยงเมื่อต้นไม้เข้าสู่วัยชรา

Adopt a Tree จากการบริจาค
สู่ระบบอุปการะต้นไม้ระยะยาว
โครงการ Adopt a Tree เปิดโอกาสให้ประชาชน องค์กร และพันธมิตรเข้ามาร่วม “อุปการะ” ต้นไม้ใหญ่ ผ่าน Socialgiver ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางระดมทุน โดยจะเริ่มจากต้นไม้ 5 ต้นแรก ก่อนขยายไปสู่เป้าหมายระยะยาว 30 ต้น
กระบวนการเริ่มตั้งแต่การสำรวจและประเมินสุขภาพโดยทีมรุกขกร การจัดทำประวัติต้นไม้หรือ Tree Profile การประเมินค่าใช้จ่าย และการพัฒนาแผนที่ต้นไม้ซึ่งแสดงประวัติ ความสำคัญ และสถานะสุขภาพ เพื่อให้ผู้สนใจเลือกสนับสนุนได้
เงินสนับสนุนจะถูกนำไปใช้ในการตัดแต่งกิ่งแห้งหรือกิ่งผุ ฟื้นฟูระบบรากและดิน รวมถึงจัดกิจกรรม Tree Doctor Site Visit ให้ผู้อุปการะได้เห็นการทำงานของรุกขกรในพื้นที่จริง พร้อมติดตามผลก่อนและหลังการดูแลอย่างต่อเนื่อง
รูปแบบการสนับสนุนครอบคลุมตั้งแต่องค์กรเอกชน กลุ่มบุคคล ครอบครัว แฟนคลับ ไปจนถึงประชาชนทั่วไปที่สามารถสมทบทุนตามกำลัง เพื่อช่วยเหลือต้นไม้ที่ยังไม่มีผู้อุปการะหลัก
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาต้นไม้ 30 ต้น แต่รวมถึงการสร้างเครือข่ายคนรักต้นไม้เมือง เชื่อมโยงเจ้าของพื้นที่ รุกขกร วิศวกร ภาคธุรกิจ และประชาชน ตลอดจนสร้างรายได้และเส้นทางอาชีพให้รุกขกรไทย พร้อมพัฒนา Digital Green Map ซึ่งบันทึกข้อมูลต้นไม้มรดกและอัปเดตสถานะได้อย่างต่อเนื่อง
ในอนาคต เทคโนโลยีอย่างเซนเซอร์ IoT สำหรับวัดความชื้นและค่า pH การสแกนต้นไม้สามมิติ หรือหุ่นยนต์เก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ อาจช่วยให้เมืองตรวจพบความผิดปกติก่อนต้นไม้เข้าสู่ภาวะวิกฤต ขณะที่ป้าย QR Code สามารถเปลี่ยนต้นไม้แต่ละต้นให้เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับประชาชน นักเรียน และนักท่องเที่ยว
ท้ายที่สุด การอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงามหรือความผูกพัน แต่คือการรักษาสินทรัพย์ทางธรรมชาติที่ช่วยรับมือกับความร้อน มลพิษ คาร์บอน น้ำท่วมฉับพลัน และความเปราะบางของเมือง การปลูกต้นไม้ใหม่ยังคงมีความจำเป็น แต่ในเวลาเดียวกัน เมืองต้องไม่ปล่อยให้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วอายุคนในการเติบโต ต้องยืนต้นตายเพราะขาดความรู้ งบประมาณ และระบบดูแล เพราะต้นไม้ที่ดีที่สุดสำหรับเมือง อาจไม่ใช่เพียงต้นไม้ที่จะปลูกในวันพรุ่งนี้ แต่คือต้นไม้ที่ยังยืนอยู่ในวันนี้ และได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเพื่อส่งต่อไปถึงคนรุ่นถัดไป
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม



