Triple COP 2026 เชื่อม Climate Change Biodiversity Land และ Water สู่ Business Strategy SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand Triple COP 2026 เชื่อม Climate Change Biodiversity Land และ Water สู่ Business Strategy SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

เลิกทำ Climate กับ Biodiversity คนละโต๊ะ?

Triple COP 2026 กำลังบังคับให้ธุรกิจมองธรรมชาติเป็น “ระบบเดียว”

เหตุผลสำคัญคือปีนี้ การประชุม COP ของ 3 อนุสัญญาที่เกิดจากการประชุม Earth Summit ที่นครริโอเดจาเนโร หรือที่เรียกรวมกันว่า Rio Conventions กลับมาจัดขึ้นภายในปีเดียวกัน ได้แก่ UNCCD COP17 ว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายและความเสื่อมโทรมของที่ดิน ซึ่งกำลังจัดขึ้นที่มองโกเลียและจะสิ้นสุดวันที่ 28 สิงหาคม ตามด้วย CBD COP17 ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่อาร์เมเนียในเดือนตุลาคม และ UNFCCC COP31 ว่าด้วย Climate Change ที่ตุรกีในเดือนพฤศจิกายน

ที่มา คลิกภาพ

ผู้บริหารสูงสุดของทั้ง 3 อนุสัญญา ได้แก่ Yasmine Fouad จาก UNCCD, Astrid Schomaker จาก CBD และ Simon Stiell จาก UNFCCC มองว่า การที่การประชุมทั้งสามเกิดขึ้นในปีเดียวกันเป็นโอกาสในการสร้าง Synergy ระหว่าง Climate, Nature และ Land ซึ่งในความเป็นจริงเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกัน แต่ที่ผ่านมาโลกธุรกิจและนโยบายจำนวนมากยังบริหารจัดการแยกส่วน

ในอีกด้านหนึ่ง การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพก็กำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยตรง โดยผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกมูลค่าราว 577,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีความเสี่ยงจากการลดลงของแมลงและสัตว์ผสมเกสร ขณะที่พื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของโลกมากถึงครึ่งหนึ่งอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม ซึ่งกระทบต่อทั้งแหล่งกักเก็บคาร์บอนและระบบอาหารโลก

สำหรับภาคธุรกิจ Triple COP 2026 จึงมีความหมายมากกว่าการประชุมสิ่งแวดล้อมระดับโลก 3 เวที เพราะแต่ละ COP มี Business Forum อย่างเป็นทางการ ได้แก่ Business4Land Forum ของ UNCCD COP17, CBD COP17 Business Forum และ COP31 Business & Investment Summit โดยโจทย์ร่วมคือการเพิ่มความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ตั้งแต่ Policy Signals และ Investment Pathways ไปจนถึง Market Incentives ที่จะทำให้เงินทุนเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อ Climate และ Nature มากขึ้น

โอกาสทางธุรกิจก็มีขนาดใหญ่ไม่แพ้ความเสี่ยง ปัจจุบัน Green Economy มีมูลค่าประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และมีโอกาสเพิ่มเป็นราว 7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยรายได้จากธุรกิจสีเขียวกำลังเติบโตเร็วกว่ารายได้จากธุรกิจแบบดั้งเดิมประมาณสองเท่า

อย่างไรก็ตาม เงินทุนยังเคลื่อนไปผิดทิศทางอย่างมาก ข้อมูลที่ถูกหยิบขึ้นมาในบทวิเคราะห์ระบุว่า เงินลงทุนที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติยังสูงกว่า Nature Positive Investment ในอัตราประมาณ 30 ต่อ 1 และในปี 2023 ภาคเอกชนมีเงินไหลเข้าสู่กิจกรรมที่ส่งผลลบต่อธรรมชาติราว 4.9 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบกับเพียง 23,000 ล้านดอลลาร์ ที่เข้าสู่ Nature-Based Solutions

เรียบเรียง Sustainability Online