ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อม ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด–ยโสธร ติดตามผลงานวิจัยแก้จนเชิงพื้นที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อม ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด–ยโสธร ติดตามผลงานวิจัยแก้จนเชิงพื้นที่

บพท.บูรณาการต่อยอดงานวิจัยแก้จน

รองนายกฯ “ยศชนัน” เดินหน้าขยายโมเดลจาก 20 จังหวัดสู่ทั่วประเทศ

กรกฎาคม 30,2026…ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อม ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด–ยโสธร ติดตามผลงานวิจัยแก้จนเชิงพื้นที่ เตรียมถอดบทเรียนและขยายโมเดลจาก 20 จังหวัดนำร่องสู่ทั่วประเทศ พร้อมชี้ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ความแม่นยำของฐานข้อมูล ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้าง และการสร้างกลไกความร่วมมือที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดและยโสธร เพื่อติดตามผลการดำเนินงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ

บพท.ดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยและภาคีในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการบูรณาการ ต่อยอด และขยายผลงานวิจัยที่พิสูจน์ผลสำเร็จแล้วให้เข้าถึงครัวเรือนยากจนในวงกว้างขึ้น

การดำเนินงานดังกล่าวเปลี่ยนแนวทางแก้จน จากการสงเคราะห์ระยะสั้น ไปสู่การใช้ข้อมูลระดับครัวเรือน งานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อวิเคราะห์สาเหตุความยากจนและออกแบบความช่วยเหลือให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมทุนดำรงชีพ 5 ด้าน ได้แก่

ทุนมนุษย์

ทุนเศรษฐกิจ

ทุนธรรมชาติ

ทุนกายภาพ

ทุนสังคม

โดยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย พัฒนาทักษะอาชีพ แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย และเชื่อมต่อประชาชนเข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐ

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า “ความสำเร็จและโมเดลแก้จนที่ดีจากพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่อง จะต้องถูกนำมาถอดบทเรียนเพื่อให้ได้โมเดลที่ดีที่สุด แล้วแชร์และขยายผลไปยังจังหวัดอื่นทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โดยพื้นที่ที่สามารถเดินหน้าได้ดีแล้วจะส่งมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยรับช่วงต่อ เพื่อให้เกิดงบประมาณและการพัฒนาที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบ”

พร้อมย้ำว่า อว.จะบูรณาการการทำงานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษา อาชีพ รายได้ และที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย รวมถึงลดความยากจนข้ามรุ่นอย่างเป็นระบบ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้ติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการช่วยเหลือครัวเรือนผู้สูงอายุที่มีสภาพบ้านไม่ปลอดภัยในจังหวัดยโสธร และ “ศูนย์เรียนรู้โมเดลแปลงรวมเกษตรอินทรีย์บ้านหนองแหน” อำเภอกุดชุม ซึ่งนำพื้นที่ 30 ไร่มาเป็นพื้นที่ทำกินร่วมของครัวเรือนยากจน 30 ครัวเรือน เชื่อมโยงคน ความรู้ ทรัพยากร และตลาด พร้อมนำสารชีวภัณฑ์ ปุ๋ยอินทรีย์ และองค์ความรู้ทางวิชาการมาช่วยลดต้นทุน เพิ่มทักษะ และสร้างรายได้ให้ชุมชน

ขณะที่จังหวัดร้อยเอ็ด มีการส่งมอบเทคโนโลยีที่เหมาะสม 7 เทคโนโลยีแก่ 14 วิสาหกิจชุมชนและกลุ่มอาชีพในร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และขอนแก่น อาทิ เทคโนโลยีผลิตและแปรรูปข้าวฮางงอก เครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหย เครื่องอบแห้งพืชผัก เครื่องล้างผักและผลไม้ด้วยโอโซน รวมถึงสูตรอาหารต้นทุนต่ำสำหรับโคขุน สะท้อนการนำงานวิจัยออกจากหิ้งไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาระแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรในพื้นที่

ดร.กิตติ กล่าวว่า “การขยายผลงานวิจัยและโมเดลแก้จนจาก 20 จังหวัดนำร่องไปทั่วประเทศ จะเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของคนจนและต่อประเทศอย่างยิ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและทำอย่างต่อเนื่องจริงจัง โดยเฉพาะกลไกระดับพื้นที่และระดับชุมชนที่ต้องเข้มแข็ง เพราะความยากจนไม่ใช่เพียงปัญหาเชิงโครงสร้าง เราต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสทั้งด้านการศึกษาและการเพิ่มรายได้ เพื่อให้ลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเองและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าต่อสังคม”

กลไกวิจัยของ บพท.จึงเริ่มตั้งแต่ค้นหาและสอบทานข้อมูลคนจน วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อออกแบบกลยุทธ์ ส่งต่อความช่วยเหลือเข้าสู่ระบบสวัสดิการ พัฒนาโมเดลแก้จนตามฐานทุนของครัวเรือน เชื่อมผลสำเร็จเข้าสู่แผนท้องถิ่น แผนจังหวัด และนโยบายระดับประเทศ ตลอดจนติดตามการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว โดยมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชุมชนทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” เชื่อมข้อมูลจากชุมชนกับข้อมูลภาครัฐ และพัฒนานักจัดการครัวเรือนยากจนเชิงพื้นที่ให้ติดตามช่วยเหลือแต่ละครัวเรือนอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม การขยายผลงานวิจัยแก้จนยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่การตรวจสอบฐานข้อมูลให้ถูกต้องและค้นหาคนเปราะบางที่ตกหล่นจากระบบ การระบุทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การเข้าไม่ถึงบริการรัฐ ที่ดินทำกิน ทรัพยากร การศึกษา สุขภาพ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะที่ระดับความยากจนของแต่ละจังหวัดแตกต่างกัน จึงไม่สามารถพึ่งมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานใดเพียงลำพังได้ บพท.เสนอให้การขจัดความยากจนเป็นวาระแห่งชาติ มีกลไกทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่ พร้อมบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อให้การยกระดับครัวเรือนและการป้องกันการกลับมาจนซ้ำเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน