วงสนทนา RoundShare โดย KBank และนิ้วกลม แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง Net Zero ความยั่งยืน เมืองสีเขียว และอนาคตประเทศไทย ก่อนงาน Earth Jump 2026 วงสนทนา RoundShare โดย KBank และนิ้วกลม แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง Net Zero ความยั่งยืน เมืองสีเขียว และอนาคตประเทศไทย ก่อนงาน Earth Jump 2026

เจาะลึกเวที RoundShare โดย KBank x นิ้วกลม

ถกปม “โลกกรีน ๆ เป็นไปได้จริงหรือ?”

ความพิเศษของวงสนทนานี้คือการรวมตัว ‘ตัวตึง-ตัวมัม’ ผู้ขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมระดับ “กลางถึงสูง” จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เอสเอ็มอี นักวิชาการ และภาคประชาสังคม มาร่วมล้อมวงกะเทาะเปลือกความจริง แบ่งเป็น “วงไข่แดง” และ “วงไข่ขาว” เพื่อเปิดมุมมองแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมาว่า โลกกรีน ๆ ในฝันนั้น เป็นไปได้จริงในสังคมไทยหรือไม่?

วงสนทนา RoundShare โดย KBank และนิ้วกลม แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง Net Zero ความยั่งยืน เมืองสีเขียว และอนาคตประเทศไทย ก่อนงาน Earth Jump 2026

หลายเสียงในวงสนทนามีความเห็นตรงกันว่า คนไทยไม่ได้ขาดความตระหนักรู้ หรือเมินเฉยต่อโลก แต่ปัญหาคือ “ขาดระบบรองรับที่มีประสิทธิภาพ”

ในวงไข่แดงจาก วิสาหกิจเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม ผยว่าจากการรณรงค์แยกขยะพลาสติก พบว่าคนไทยพร้อมร่วมมือเยอะมากหากรู้ขั้นตอนชัดเจน ประเทศไทยแค่ต้องการระบบที่บอกว่า “ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง คืออะไร” จากผู้บริหารโรงงานรีไซเคิลพลาสติก เสริมว่า คนต่างประเทศไม่ได้รักษ์โลกมากกว่าคนไทย แต่เพราะต้นทุนของการไม่รักษ์โลกของเขาสูงกว่า มีกฎระเบียบและระบบที่บีบให้ต้องทำ เช่น การคืนขวดน้ำเพื่อรับเงินคืน ส่วนสตาร์ทอัพภาชนะหมุนเวียน ยืนยันด้วยสถิติว่า ระบบปิ่นโต/ภาชนะหมุนเวียนในงานอีเวนต์มีอัตราการคืนสูงถึง 90% แปลว่าถ้ามีระบบที่ดีพอ ผู้บริโภคก็พร้อมเปลี่ยนพฤติกรรมทันที

วงสนทนาได้สะท้อนภาพสะเทือนใจของภาคธุรกิจรายย่อย ที่เผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย
เจ้าของพลังผัก และ เจ้าของธุรกิจในตลาดสี่มุมเมือง มองตรงกันว่า SMEs ส่วนใหญ่รู้ว่าสิ่งแวดล้อมสำคัญ แต่ “แค่จะเอาชีวิตรอดทางเศรษฐกิจก็ยากแล้ว” การจะให้ลงทุนเรื่องกรีนในขณะที่ยังต้องหาเงินเลี้ยงปากท้องจึงจับต้องได้ยาก ส่วนเจ้าของเสื้อผ้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ปัจจุบันองค์กรใหญ่เริ่มเปลี่ยนจากแค่ทำภาพลักษณ์ มาเป็นการวัดผลจริง (ESG Report / Carbon Footprint) และบีบให้ซัพพลายเออร์ต้องเปลี่ยนตาม

ในมุมผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายหนึ่งจาก อัมพวา สะท้อนปัญหา Greenwashing ว่า ตราสัญลักษณ์รับรองของจริงมีราคาแพงมาก SMEs เอื้อมไม่ถึง กลายเป็นว่า “คนทำดีจริงสู้คนฟอกเขียวไม่ได้” เพราะต้นทุนการทำดีมันแพงกว่า

ปัญหาผู้ประกอบการรีฟิล ตัวแทนสกินแคร์ออร์แกนิคเผยความจริงอันน่าเศร้าว่า ร้านรีฟิลเปิดตัวเยอะแต่ก็ปิดตัวลงไปมาก แม้แต่ในห้างสรรพสินค้าก็ถูกยุบ จนเกิดคำถามว่าสินค้าไม่ตอบโจทย์ หรือพฤติกรรมคนไทยยังไม่พร้อมกันแน่ !?

ภาคประชาสังคมและนักวิชาการต่างมุ่งชี้เป้าไปที่ “คอขวด” สำคัญ นั่นคือนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ

ผู้ประกอบการครีมกันแดดเป็นมิตรต่อปะการัง/นักวิทยาศาสตร์) สับแรงว่า “นโยบายภาครัฐตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง” ภาคประชาชนเข้มแข็ง มีโซลูชันพร้อม แต่ติดคอขวดที่นโยบาย ร่าง พ.ร.บ. ต่างๆ Climate Change, เศรษฐกิจหมุนเวียน ต้องให้ภาคประชาชนช่วยกันผลักดันอย่างยากลำบาก เหมือน “เดินหน้า 2 ก้าว ถอย 3 ก้าว”

อาจารย์นักวิจัยจุฬาฯ / ภาคี 28 องค์กร ย้ำว่า “การแก้ปัญหาขยะด้วยจิตสำนึกมันไม่พอ มันต้องแก้ที่ระบบและกฎหมาย” เพื่อเปลี่ยนจาก “ภาระ” ให้เป็น “ภารกิจ” ตอนนี้กำลังร่วมผลักดันร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนฉบับประชาชนอยู่

เจ้าของธุรกิจรีไซเคิล สะท้อนความลักลั่นในสังคมว่า ทุกคนอยากเห็นเมืองสะอาด แต่อคติต่อคนทำความสะอาด เช่น “กลุ่มซาเล้งหรือร้านรับซื้อของเก่า” พอจะไปตั้งร้านใกล้บ้านใครก็โดนรังเกียจ รัฐและตำรวจมักมองว่ารับซื้อของโจร ทั้งที่พวกเขาคือฟันเฟืองช่วยโลก

ผู้บริหารที่คร่ำหวอดผลิตเม็ดพลาสติก เตือนว่า ภายใน 1 ปีข้างหน้า กฎระเบียบโลกอย่าง EPR (Extended Producer Responsibility) และมาตรการภาษีกำแพงการค้า (เช่น CBAM ของยุโรป) จะบังคับให้สินค้าส่งออกต้องมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล ใครไม่ปรับตัว…ตายแน่นอน

นักวิทยาศาสตร์ผู้ไปสำรวจขั้วโลกใต้ แชร์ภาพจริงอันน่าตกใจว่า ปีที่แล้วไปขั้วโลกใต้แต่ไม่มีหิมะตกบนพื้นดิน มีแต่น้ำตกเพราะน้ำแข็งละลาย อุณหภูมิสูงขึ้นเร็วมาก และหากละลายหมด ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 50 เมตร (สูงเท่าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) เมืองชายฝั่งและกรุงเทพฯ จะจมน้ำ ซึ่งเวลาของเราเหลือไม่มากแล้ว

มาถึงนักวิชาการอิสระ และ SMEs สรุปประเด็นร่วมกันว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังขาด “การเชื่อมโยง (Connect the dots)” มองว่าเรื่องปากท้องกับการรักษ์โลกเป็นคนละเรื่องกัน ทั้งที่จริงมันเชื่อมโยงกันหมด เช่น ขยะพลาสติกในมือเราส่งผลถึงท้องทะเล หรือปัญหาปะการังฟอกขาวที่ชุมพรอาจส่งผลกระทบกลับมาถึงผงกะหรี่บนโต๊ะอาหารของเราในที่สุด

หลังจากการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างดุเดือด “นิ้วกลม” ได้ขมวดปมปัญหาออกเป็น 4 กลุ่มผู้พูด (นักวิชาการ/นโยบาย, ธุรกิจ/SMEs, คนทำงานเรื่องเมือง, และนักสื่อสาร) พร้อมตั้งคำถาม 4 ข้อให้ผู้ร่วมสนทนาเลือกเจาะลึก 4 หัวข้อ

ข้อสังเกตจากเวที หัวข้อที่ 4 เรื่อง “ประเทศไทยติดขัดเชิงระบบที่ตรงไหน” มีผู้ยกมืออยากอภิปรายมากที่สุด สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า วงสนทนาระดับแอดวานซ์นี้มองข้ามเรื่อง “การสร้างจิตสำนึกแบบเดิมๆ” ไปแล้ว แต่กำลังเรียกร้องการผ่าตัด “โครงสร้างและระบบ” ของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้คำว่า Net Zero และโลกกรีน ๆ เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่ฝันกลางแดด

เข้าสู่ช่วงเวลาประเด็นถกเถียงและทางรอดแยกตาม 4 หัวข้อย่อยหลัก ดังนี้

ในประเด็นนี้ วงสนทนาได้กะเทาะเปลือกความจริงในแง่มุมของการสื่อสาร พฤติกรรมมนุษย์ และต้นทุนทางธุรกิจที่ทำให้คำว่า “ความยั่งยืน” ยังเข้าไม่ถึงคนส่วนใหญ่

-ขาด ‘Political Champion’ คุมนโยบาย มีการสะท้อนว่าประเทศไทยไม่มีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่เป็นหัวหอกหลักคุมอำนาจและมีนโยบายฟันธงเรื่องนี้อย่างจริงจัง มักมองแยกส่วนระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คน ทั้งที่เป็นสมารเดียวกัน หากสิ่งแวดล้อมพัง (เช่น ปัญหาฝุ่นภาคเหนือ หรือน้ำปนเปื้อน) เศรษฐกิจก็พังตาม
-พฤติกรรมเสพติดความสบายและภาระเงินในกระเป๋า มนุษย์ถูกสปอยล์ด้วยความสะดวกสบายมานานจนไม่อยากเปลี่ยน อีกทั้งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน “การทำตัวกรีน” มักตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น สำหรับคนหาเช้ากินค่ำหรือกลุ่มที่ต้องใช้เงินชนเดือน การเลือกบริโภคสินค้าเพื่อความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องยาก
-เป็นเรื่อง ขัด-ยาก-ไกล ขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์ที่มักโหยหาความสบาย, เข้าใจยากในเชิงเทคนิค (เช่น ความเข้าใจเรื่อง Carbon Neutrality หรือ Net Zero) และคนส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าหายนะสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เหมือนวิกฤตที่เห็นผลทันทีแบบโควิด-19
-ติดกับดักต้นทุน SMEs และการฟอกเขียว ฝั่งผู้ประกอบการ SMEs ระบุว่า บัญชีในกระดาษยังเป็นสีแดงอยู่ จะให้ใจเป็นสีเขียวก็ยาก ต้นทุนในการทำเอกสารรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์หนึ่งใบในไทยต้องใช้เงินสูงถึงประมาณ 200,000 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนทั้งเงินและเวลาที่สูงเกินไปสำหรับรายย่อย สุดท้ายเกมนี้จึงเหลือรอดแค่ทุนใหญ่ที่มีสายป่านยาว
-กำแพงในการสื่อสาร ภาคส่วนสื่อสารมวลชนสะท้อนว่า การทำคอนเทนต์รักษ์โลกให้แมสนั้นยากมาก และที่ผ่านมามักติดกับดักการใช้ความรู้สึกผิด (Guilt Tripping) ไปตัดสินคนที่ไม่แยกขยะหรือองค์กรที่ไม่รักโลก จนกลายเป็นการสร้าง “ขั้วตรงข้าม” (ดำ-ขาว) บีบให้คนคิดต่างปิดหูปิดตาไม่รับฟัง
-เปลี่ยน ‘Reason to Care’ เป็น ‘Reason to Buy’: วงสนทนามีการยกวรรคทองว่า คนเปลี่ยนยางรถยนต์ไม่ได้อยากซื้อ “ยาง” แต่ซื้อ “กิโลเมตรที่วิ่งได้ปลอดภัย” ภาคธุรกิจจึงต้องหา “รูของสว่าน” (ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค) ให้เจอ โดยทำให้ความยั่งยืนเป็นโบนัสที่ตอบโจทย์ชีวิต ไม่ใช่การผลักภาระให้ผู้บริโภคแบกรับต้นทุนเพียงอย่างเดียว

มุมมองต่ออนาคตของเมืองไทยถูกจุดประกายในเชิง Positive แต่เป็นความหวังที่มีเงื่อนไขว่าระบบและผู้มีอำนาจต้องกล้าเปลี่ยน

-เป็นไปได้ผ่านการเดินทางและพฤติกรรมย่อย มีการชูโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศที่งัดประเทศขึ้นด้วย “จักรยาน” ซึ่งพลิกฟื้นทั้งเศรษฐกิจ พื้นที่จอดรถกลายเป็นสวนสาธารณะ และลดงบสุขภาพชาติลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ในไทยภาคีจักรยานเริ่มเติบโตและพยายามผลักดันเชิงโครงสร้างร่วมกับ กทม. และกระทรวงคมนาคม
-กลุ่มผู้ทำงานด้านจักรยานและเมืองมองว่า เมืองสีเขียวไม่ใช่เรื่องของการปลูกต้นไม้เพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการออกแบบเมืองใหม่ให้คนเดินได้ ปั่นจักรยานได้ ใช้พื้นที่สาธารณะได้ และเชื่อมโยงกับระบบขนส่งสาธารณะ
-ความพร้อมของผู้บริโภค ตัวแทนสตาร์ทอัพเทคโนโลยีภาชนะหมุนเวียน (Closed-loop Container) เผยผลวิจัยร่วมกับภาครัฐและสหประชาชาติ (UN) ว่า ระบบภาชนะใช้ซ้ำสามารถลดภาวะโลกร้อนได้สูงถึง 72% และจากการใช้งานจริงในอีเวนต์ต่างๆ มีอัตราการคืนสูงถึง 90% เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “เมืองสีเขียวทำได้จริง” ขอเพียงแค่ “ผู้มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะทำ”
-ระบบนิเวศการพึ่งพา (Ecosystem) เมืองสีเขียวจะโตเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อระบบนิเวศตั้งแต่รายใหญ่ รายกลาง จนถึงฐานรากอย่าง “ซาเล้ง” ที่ทำหน้าที่แยกขยะ การนำนวัตกรรมหรือ AI มาจับเทรนด์ความยั่งยืน ต้องไม่ไปทำลายห่วงโซ่อาชีพดั้งเดิม แต่ต้องเดินหน้าไปด้วยกัน
-ความท้าทายเรื่อง KPI ขัดแย้ง และ พลังงานทางเลือก แม้ตัวเมืองอยากจะเขียว แต่ตัวชี้วัด (KPI) ของแต่ละหน่วยงานรัฐกลับเดินสวนทางกัน เช่น กระทรวงทรัพย์ฯ พยายามชูเรื่อง OECMs (พื้นที่อนุรักษ์นอกเขตป่า) แต่กรมเจ้าท่าหรือโยธาฯ ยังมุ่งขุดลอกคูคลองแบบเดิมจนระบบนิเวศล่ม รวมถึงข้อถกเถียงเรื่องพลังงาน เช่น การส่งเสริมไบโอดีเซลที่พึ่งพาน้ำมันปาล์มจนไปแย่งชิงพื้นที่อุตสาหกรรมอาหาร (Food Trade) หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ที่อาจกระทบรายได้ของเกษตรกรฐานราก

การเปลี่ยนวิธีคิดของคนในสังคมต้องอาศัยการเชื่อมโยงความรู้สึก ประสบการณ์ตรง และศิลปะการเล่าเรื่องเพื่อเปลี่ยน “ภาพจำที่ไกลตัว” ให้มาอยู่บนโต๊ะอาหาร

-ห้ามเริ่มต้นด้วยคำว่า “สิ่งแวดล้อม” คนทำงานสื่อสะท้อนว่าคำนี้ไกลตัวมนุษย์ที่สุด สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคือ เรื่องปากท้อง แฟชั่น หรือการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขา การจะคุยให้คนสนใจ ต้องเริ่มจากสิ่งที่เขาอยากฟัง ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากพูด
-เปลี่ยนความจริง ให้เป็น ‘Story’ และ ‘Festival’ แทนที่จะบรรยายทฤษฎีวิทยาศาสตร์น่าเบื่อ มีการเสนอให้เปลี่ยนข้อมูลขยะริมหาดพังงา-ภูเก็ต มาเล่าผ่านศิลปะ เช่น จัดเทศกาลประติมากรรมขยะระดับโลก (Festival) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและปลุกคนท้องถิ่นให้เห็นช่องโหว่ของระบบขยะที่หลุดรอดจากเมือง หรือการส่งต่อกระแส Art Toy จากขยะพลาสติก เพื่อสร้าง “ทูตวัฒนธรรม” ให้เด็กๆ สนุกกับการเก็บฝาขวดมาแปลงเป็นของสะสม
-สร้างประสบการณ์ตรง (Direct Experience) การที่เยาวชนยุคนี้เรียนวิทยาศาสตร์ผ่านวิดีโอในห้องแอร์ ทำให้พวกเขาขาดการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ (Deconnected) การพาคนออกไปมีประสบการณ์จริง เช่น ขี่จักรยานใต้ร่มไม้, พายเรือในคูคลองกรุงเทพฯ เพื่อสร้างมูลค่าให้ชุมชนริมคลอง หรือการพาลูกไปเที่ยวสกีรีสอร์ตแล้วเจอความจริงว่าไม่มีหิมะเหลืออยู่ ประสบการณ์ตรงเหล่านี้จะทำงานกับจิตใจของมนุษย์ได้ทรงพลังกว่ากราฟตัวเลข
-สู้ด้วยรางวัล (Award) ดีกว่าการลงทัณฑ์ (Penalty) มีการแบ่งปันไอเดียจากโมเดลต่างประเทศ เช่น “หวยขยะ” หรือการจับฉลากขยะในองค์กร ให้พนักงานนำขวดมาแลกสิทธิ์จับรางวัล ช่วยเปลี่ยนความรู้สึกจากการแยกขยะที่เป็น “หน้าที่/ความดี” ให้กลายเป็น “ความสนุกในชีวิตประจำวัน” จนพนักงานแอบหอบขยะจากบ้านมาคัดแยกที่ออฟฟิศ
-เชื่อมโยงผลกระทบสู่จานอาหาร เช่น เทรนด์การกินหมูกระทะหรือบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดการบุกรุกป่าภาคเหนือเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งกลายมาเป็นฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่ย้อนกลับมาทำลายสุขภาพของทุกคนในเมืองใหญ่

หัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากผู้ร่วมเสวนา สะท้อนชัดเจนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ติดที่จิตสำนึก แต่ติดขัดที่ “โครงสร้างเชิงระบบและธรรมาภิบาล” ของประเทศ

-กฎหมายเก่าและการแก้ปัญหาผิดทิศทาง นักวิจัยจากจุฬาฯ ระบุว่า กฎหมายขยะในปัจจุบันไม่ได้ระบุหน้าที่ความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนอย่างชัดเจน ภาครัฐจึงทำงานนอกกรอบไม่ได้ ที่ผ่านมาเน้นแก้ที่ปลายเหตุโดยปล่อยให้ท้องถิ่นแบกขยะไปกองรวมกันจนเกิดบ่อขยะกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ หรือการแห่สร้างเตาเผาขยะซึ่งไม่ยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการร่วมระดมทุนและรายชื่อเพื่อผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE) ฉบับประชาชน” เพื่อบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่ต้นทาง-กลางทาง-ปลายทาง
-ติดดักดัชนี GDP และไม่คิดต้นทุนธรรมชาติ อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในทางเศรษฐศาสตร์คือ ประเทศไทยยังใช้ GDP เป็นตัวชี้วัดหลัก ซึ่งเน้นความงอกเงยของผลกำไรและเม็ดเงินระยะสั้น แต่ไม่เคยตีมูลค่าความสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติ (Economic value of nature) ส่งผลให้นโยบายรัฐมุ่งแต่ขยายโครงสร้างพื้นฐาน ทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือสร้างเขื่อนคอนกรีตกันตลิ่งพังในจุดที่ไม่จำเป็น จนสูญเสียเม็ดเงินภาษีและทำลายแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ดีกว่าต้นไม้หลายเท่า
-ความไม่โปร่งใส ข้อมูลเมก และขาด Accountability ตัวเลขปริมาณขยะของเทศบาลหรือ อบต. ในปัจจุบันถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นตัวเลขที่ “เมกขึ้นมา” เนื่องจากไม่มีการชั่งน้ำหนักจริงเพราะมีผลประโยชน์เรื่องการจ้างเอกชนขนขยะ รวมถึงปัญหาการขาดความรับผิดรับชอบ ในหน่วยงานราชการ และการขาดธรรมาภิบาลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเงินทอนของนักการเมือง
-การทำงานแบบแยกส่วน การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น การกำจัดขยะอาหารด้วยแมลง หรือมาตรการยูดีอาร์ (EUDR) ต้องประสานงานข้ามกระทรวงถึง 4-5 กระทรวง (เกษตรฯ, อุตสาหกรรม, มหาดไทย, ทรัพยากรฯ) แต่ละกระทรวงแยกกันเดิน คุยกันไม่รู้เรื่อง และ KPI ขัดกันเอง จนสร้าง Pain Point ใหญ่ให้ผู้ประกอบการ
-ความไม่สมดุลเชิงอำนาจและรัฐธรรมนูญทุนนิยม นโยบายรัฐเอื้อประโยชน์และรับฟังเฉพาะทุนใหญ่ที่มีสายป่านยาว มาตรฐานกรีนในประเทศไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลทำให้ SMEs ที่พยายามปรับตัวต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการอุดหนุนหรือมีกฎระเบียบมาคุ้มครองคนทำดี (ขาดระบบ Carrot & Stick ที่มีประสิทธิภาพ)