ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ บรรยายพิเศษในงานครบรอบ 33 ปี TEI เรื่อง Biodiversity Loss, Nature Positive และผลกระทบของความหลากหลายทางชีวภาพต่อเศรษฐกิจ การค้า และธุรกิจโลก SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ บรรยายพิเศษในงานครบรอบ 33 ปี TEI เรื่อง Biodiversity Loss, Nature Positive และผลกระทบของความหลากหลายทางชีวภาพต่อเศรษฐกิจ การค้า และธุรกิจโลก SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

เตือน Biodiversity Loss อาจรุนแรงกว่า Climate Change


ดร.วีระศักดิ์ ชี้ Nature Positive คือคำตอบใหม่ของเศรษฐกิจโลกและความสามารถแข่งขันธุรกิจ

ดร.วีระศักดิ์ เริ่มต้นด้วยเรื่องใกล้ตัวอย่าง “แมลงปอ” ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เพราะแมลงปอต้องอาศัยแหล่งน้ำที่สะอาดและมีความต่อเนื่องในการดำรงชีวิต หากแมลงปอหายไป นั่นอาจหมายถึงระบบนิเวศน้ำกำลังมีปัญหา และยุงซึ่งเป็นศัตรูตามธรรมชาติที่แมลงปอช่วยควบคุม ก็อาจเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามมา

พร้อมกันนั้น ภาวะโลกร้อนยังทำให้ยุงสามารถขยายถิ่นอาศัยไปยังพื้นที่ที่ไม่เคยพบมาก่อน รวมถึงพื้นที่สูงและประเทศหนาวเย็นอย่างไอซ์แลนด์ สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง

อีกตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือเมือง เปาโถว หนึ่งในศูนย์กลางการผลิตแร่แรร์เอิร์ธของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของสมาร์ตโฟน แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

แม้เมืองดังกล่าวจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกลับรุนแรง ทั้งการสะสมของสารเคมี สารกัมมันตรังสี การปนเปื้อนในน้ำใต้ดิน และการสูญเสียสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ตั้งแต่ไส้เดือน นก ไปจนถึงสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

“โลกทุนนิยมยังพอใจที่จะใช้สมาร์ตโฟน ใช้แบตเตอรี่ แต่เลือกที่จะปิดตาข้างหนึ่งต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต้นทางของทรัพยากร”

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ยังมี “ต้นทุนทางธรรมชาติ” ที่ไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในราคาสินค้าอย่างแท้จริง

หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการลักลอบค้าโคจากอินเดีย ผ่านบังกลาเทศ เมียนมา และชายแดนไทย ก่อนส่งต่อไปยังตลาดปลายทางในเวียดนามและจีนตอนใต้

โคเหล่านี้จำนวนมากถูกปล่อยให้เล็มหญ้าในพื้นที่ป่าชายแดนไทย-เมียนมา เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งและอาหารธรรมชาติไม่เพียงพอ ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนจึงใช้วิธีเผาป่าเพื่อกระตุ้นให้เกิดหญ้าและใบอ่อนสำหรับเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้เกิดไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดนที่กระทบต่อภาคเหนือของไทยโดยตรง

“ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่คุณภาพอากาศ แต่ยังทำลายแมลง ผีเสื้อ สัตว์ขนาดเล็ก และสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่ไม่สามารถหนีไฟได้ทัน ส่งผลให้ห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศเสียสมดุลโดยที่สังคมแทบไม่รับรู้”

ดร.วีระศักดิ์ ชี้ว่า รายงานความเสี่ยงระดับโลกหลายฉบับเริ่มจัดให้ Biodiversity Loss เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของโลก แต่ยังได้รับความสนใจน้อยกว่าวิกฤตภูมิอากาศ ทั้งที่ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าในระยะยาว

ความแตกต่างสำคัญคือ หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น มนุษย์ยังสามารถปรับตัวได้บางส่วน แต่หากสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ผสมเกสร สร้างอาหาร หรือรักษาสมดุลของระบบนิเวศสูญหายไป มนุษย์ไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาทดแทนได้ง่าย ๆ

“ถ้าห่วงโซ่การทำงานของธรรมชาติพังลงไป ความเสี่ยงนั้นจะใหญ่กว่าวิกฤตโควิด และใหญ่กว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสียอีก”

เขายังอ้างอิงผลการศึกษาระดับโลกที่ระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์มากกว่า 55% พึ่งพาระบบนิเวศและบริการจากธรรมชาติไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

สำหรับแนวทางแก้ไข ดร.วีระศักดิ์ มองว่าโลกต้องเปลี่ยนจากแนวคิด “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “ฟื้นฟู” ธรรมชาติอย่างจริงจัง

อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือ Regenerative Tourism ซึ่งก้าวข้ามจากการท่องเที่ยวแบบลดผลกระทบ (Low Impact Tourism) นักท่องเที่ยวไม่เพียงต้องไม่ทิ้งขยะหรือใช้พลาสติกให้น้อยลง แต่ควรมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูพื้นที่ให้ดีขึ้นกว่าก่อนเดินทางมาถึง ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศ การปลูกพืชท้องถิ่น การสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน หรือกิจกรรมอนุรักษ์ที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อพื้นที่จริง

การลงมือทำข้างต้น เพื่อมุ่งสู่ แนวคิด Nature Positive ไม่ได้มองธรรมชาติเป็นเพียงทรัพยากรหรือของแถมจากการพัฒนา แต่เป็น “ทุนพื้นฐาน” ที่ทุกภาคธุรกิจต้องคำนึงถึงในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ

“ธรรมชาติไม่ใช่ของข้างเคียง แต่เป็นต้นทุนที่เราต้องนำมาคำนวณเสมอ” เขาเปรียบเทียบว่าธรรมชาติเสมือน “รั้ว” ที่ปกป้องสังคมมนุษย์มาตลอดหลายพันปี หากรั้วนี้ถูกทำลาย วันหนึ่งมนุษย์อาจพบว่าตนเองไม่มีเครื่องมือใดสร้างมันกลับคืนมาได้อีก

ในมิติการค้าโลก ดร.วีระศักดิ์ เตือนว่ากฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EUDR (European Union Deforestation Regulation หรือ กฎระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า) ไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นเพียง “ประตูบานแรก” ของมาตรการทางการค้าที่จะเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

“ธุรกิจที่มองว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าที่อยู่ในขอบเขตกฎระเบียบเหล่านี้ อาจกำลังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป เพราะแนวโน้มของตลาดโลกกำลังขยายจาก Climate ไปสู่ Biodiversity, Nature Risk และ Supply Chain Transparency อย่างรวดเร็ว”

ดร.วีระศักดิ์ กล่าวในท้ายที่สุดว่า สถาบันวิชาการและองค์กรกลางมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และข้อมูลเชิงระบบ ไปสู่การออกแบบนโยบายสาธารณะ การกำหนดกติกาทางเศรษฐกิจ และการสร้างความเข้าใจให้กับสังคม

Biodiversity กำลังเปลี่ยนจากประเด็นอนุรักษ์ธรรมชาติ ไปสู่ “ความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจ” ที่จะกระทบห่วงโซ่อุปทาน การค้า การลงทุน และความมั่นคงของธุรกิจในอนาคต เมื่อ Climate Risk เริ่มถูกนำเข้าสู่ Balance Sheet ขององค์กรแล้ว คำถามถัดไปที่ภาคธุรกิจต้องตอบคือ Nature Risk จะถูกนำมาคิดเป็นต้นทุนทางธุรกิจเมื่อใด และองค์กรพร้อมรับมือหรือยัง?