ผู้บริหาร SCGP นำโดย วิชาญ จิตร์ภักดี กล่าวถึงกลยุทธ์ TNFD และเป้าหมาย Nature Positive 2030 ในการบริหาร Biodiversity และความเสี่ยงจากธรรมชาติของธุรกิจ ผู้บริหาร SCGP นำโดย วิชาญ จิตร์ภักดี กล่าวถึงกลยุทธ์ TNFD และเป้าหมาย Nature Positive 2030 ในการบริหาร Biodiversity และความเสี่ยงจากธรรมชาติของธุรกิจ

SCGP ปักหมุด Nature Positive เปิดโรดแมป TNFD

ครั้งแรกของ CEO ไทย ดัน Biodiversity สู่กลยุทธ์ธุรกิจ

เมษายน 29,2026…วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เผยการใช้กรอบ TNFD บริหารความเสี่ยงความหลากหลายทางชีวภาพครั้งแรกในภาคธุรกิจไทย เชื่อมความเสี่ยงธรรมชาติกับการเงิน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ Nature Positive

ครั้งแรกของภาคธุรกิจไทยที่ประเด็น Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) ถูกหยิบขึ้นมาพูดอย่างจริงจังว่า “ธรรมชาติ” ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงทางการเงิน” ที่องค์กรต้องเปิดเผยและบริหารจัดการ

“TNFD มีแก่นสำคัญคือการเชื่อมโยงผลกระทบจากภัยธรรมชาติและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศเข้ากับข้อมูลทางการเงิน ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการต่อจาก TCFD (Task Force on Climate-related Financial Disclosures) คือกรอบมาตรฐานสากลที่ใช้ในการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่โลกธุรกิจคุ้นเคย แต่ขยับจาก Climate Risk ไปสู่ Nature Risk ที่ซับซ้อนและครอบคลุมมากขึ้น”

ผู้บริหาร SCGP นำโดย วิชาญ จิตร์ภักดี กล่าวถึงกลยุทธ์ TNFD และเป้าหมาย Nature Positive 2030 ในการบริหาร Biodiversity และความเสี่ยงจากธรรมชาติของธุรกิจ

วิชาญ อธิบายต่อเนื่อง SCGP วางเป้าหมายชัดเจนสู่การเป็น “Nature Positive” ภายในปี 2030 สะท้อนการขยับจากการลดผลกระทบ ไปสู่การฟื้นฟูธรรมชาติอย่างเป็นระบบ

“ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับองค์กรที่มีห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการปลูกต้นยูคาลิป ไปจนถึงปลายน้ำในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่ธุรกิจบางส่วน เช่น กลุ่มโพลิเมอร์ ซึ่งยังต้องวิเคราะห์ต่อว่าการดูดซับคาร์บอนจากป่าจะสามารถชดเชยได้เพียงพอหรือไม่ นี่ทำให้ “Nature Strategy ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างของธุรกิจโดยตรง”

ในเชิงปฏิบัติ SCGP เริ่มนำ TNFD มาใช้ตั้งแต่ปี 2025 โดยเลือกศึกษา 10 ไซต์งาน ครอบคลุมทั้งธุรกิจของตนเอง ลูกค้า และซัพพลายเออร์ เพื่อประเมินความเสี่ยงจากธรรมชาติและเชื่อมโยงกับข้อมูลทางการเงิน สะท้อนชัดว่าโลกใหม่ของความยั่งยืนไม่ได้มองแค่ “องค์กร” แต่ขยายไปทั้ง Value Chain ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงจากธรรมชาติจะถูกส่งต่อและสะท้อนในทุกจุดของระบบธุรกิจ

“การจัดการต้นน้ำอย่าง “ยูคาลิปตัส” ถูกยกระดับเป็นกลยุทธ์สำคัญ ทั้งการคัดเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ การกันพื้นที่ 10% เพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศ การไม่ตัดไม้ทำลายป่าและไม่ใช้การดัดแปลงพันธุกรรม รวมถึงการนำเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI เข้ามาวิเคราะห์การเติบโตของป่า และการทำงานร่วมกับชุมชนจำนวนมากในห่วงโซ่การผลิต สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการบริหารทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เป็น “กลยุทธ์ซัพพลายเชน” ที่เชื่อมโยงทั้งประสิทธิภาพทางธุรกิจและความยั่งยืนเข้าด้วยกัน”

ความน่าสนใจของโมเดลนี้คือการสร้างรายได้ให้ชุมชนข้างเคียงกว่า 200,000 ราย ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลป่า ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันการลักลอบตัดไม้ แต่ยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน

SCGP กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การเติบโตทางธุรกิจและการฟื้นฟูธรรมชาติสามารถเดินไปข้างหน้าพร้อมกันได้จริงในทุกจังหวะของห่วงโซ่คุณค่า

นับเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจไทย จากการมองความยั่งยืนเป็นเรื่องภาพลักษณ์ สู่การยอมรับว่า “ธรรมชาติ” คือปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อรายได้ ต้นทุน และอนาคตขององค์กรโดยตรง และคำถามสำคัญต่อจากนี้คือ เมื่อ TNFD เริ่มถูกยกระดับขึ้นสู่โต๊ะผู้บริหารแล้ว องค์กรอื่นในระบบเศรษฐกิจจะพร้อมปรับตัวทันเกมใหม่นี้ได้เร็วแค่ไหน