เมษายน 24,2026…โลกไม่ได้เปลี่ยนจาก Net Zero ไปสู่ Nature Positive แต่กำลัง “เดินคู่กัน” ปี 2030 จึงเป็นบททดสอบสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งรับมือทั้ง Climate และ Biodiversity พร้อมปรับธุรกิจสู่กรอบ TNFD เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันและไปให้ถึงเป้าหมาย 2050
เวทีสัมมนาTEI ร่วมกับ TBCSD และ BEDO ผนึกกำลังร่วมเปลี่ยนวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดย 1 เวทีเสวนา พูดคุยเรื่อง “Triple Planetary Crisis: ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤตโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน”
- ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)
โดย ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ - ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
โดย ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก - ด้านมลภาวะสิ่งแวดล้อม (Pollution)
โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
และ ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ ดำเนินการเสวนา

การเสวนา “ร่วมหาแนวทางรอดจาก 3 วิกฤติโลก สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” กำลังสะท้อนสัญญาณสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม เมื่อ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมเชิงอนุรักษ์อีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” และ “โอกาสเชิงเศรษฐกิจ” ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะในบริบทโลกที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่กรอบ Nature Positive และการเปิดเผยข้อมูลตามแนวทาง TNFD
เวทีนี้กล่าวถึง วิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมทั้งสาม ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลภาวะ ไม่ใช่ปัญหาแยกส่วน แต่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง การแก้ไขหนึ่งมิติจะส่งผลต่ออีกมิติทันที ซึ่งทำให้ Biodiversity กลายเป็น “ชิ้นส่วนที่หายไป” ที่ภาคธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้โฟกัสไปที่ Climate เป็นหลัก
ข้อมูลที่ถูกนำเสนอสะท้อนภาพวิกฤติ โลกกำลังสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในอัตราที่สูงกว่าระดับปลอดภัยถึง 100 เท่า ขณะที่การลดลงของแมลงผสมเกสรถึง 30% กำลังส่งผลโดยตรงต่อระบบอาหารและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียง “ทรัพยากร” แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ” ที่กำลังเสื่อมถอย
ในมิติธุรกิจ ประเด็นนี้ถูกยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ World Economic Forum ประเมินว่า หากไม่จัดการ วิกฤติ Biodiversity อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน แนวคิด Nature-Positive Economy กลับเปิด Upside ใหม่ โดยมีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก หรือราว 50 พันล้านดอลลาร์สำหรับประเทศไทย

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “Nature Positive” ไม่ใช่ CSR แต่เป็น “Business Strategy” โดยตรง หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายและมาตรการบังคับ เช่น การกำหนด Biodiversity Net Gain ในโครงการพัฒนา หรือการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขันระดับโลก
ในขณะเดียวกัน กลไกด้านการเปิดเผยข้อมูลกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การผลักดันกรอบการรายงานด้านธรรมชาติ เช่น TNFD สะท้อนว่า “Nature Disclosure” จะเดินตามเส้นทางเดียวกับ Climate Disclosure ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้า นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงจากธรรมชาติ (Nature-related risks) จะถูกแปลงเป็น “ภาษาทางการเงิน” และ “ข้อกำหนดเชิงนโยบาย” ที่องค์กรต้องตอบให้ได้
ประเทศไทยเองเริ่มขยับในทิศทางนี้ ผ่านการพัฒนาเครื่องมืออย่าง ACT-D Pathway to Nature Positive ที่ช่วยภาคธุรกิจตั้งแต่การประเมิน วางแผน ลงมือทำ ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ ESG Reporting และ Supply Chain ที่กำลังถูกตรวจสอบมากขึ้นในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่ “การแปลงความเข้าใจให้เป็นการลงมือทำ” เพราะ Biodiversity เป็นประเด็นที่ซับซ้อน มองไม่เห็นทันที และวัดผลยากกว่าคาร์บอน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับองค์กรที่สามารถขยับก่อน โดยเฉพาะการใช้แนวคิด Nature-based Solutions ที่สร้าง “co-benefit” ทั้งด้าน Climate และ Biodiversity พร้อมกัน
บทสรุปจากเวทีนี้คือ โลกไม่ได้มีเป้าหมายเพียง Net Zero แต่ต้องมีเรื่อง Nature Positive และจาก Carbon Disclosure ก็จะมุ่งสู่ Nature Disclosure อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับภาคธุรกิจ คำถามไม่ใช่ “จะทำหรือไม่” แต่คือ “จะปรับตัวเร็วแค่ไหน” ในเกมใหม่ที่ธรรมชาติกลายเป็นตัวแปรหลักของเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันในอนาคต



