ธันวาคม 25,2025…ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทยภายใต้กรอบ Trade Plus สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 โดย Pink Economy เป็น 1 ในเรื่องที่กล่าวบนเวที
“ธุรกิจของออสเตรียมีความสนใจทำธุรกิจในด้านการบริการแก่ Pink Economy ในประเทศไทย”
สะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจยุโรปที่เริ่มมองเห็นศักยภาพของตลาด LGBTQIA+ ไทยในฐานะเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตบนฐานความหลากหลายและความเท่าเทียม

ประเทศไทยถูกประเมินว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของ Pink Economy ในภูมิภาค หลังการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ซึ่งช่วยปลดล็อกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การจัดงานแต่งงาน และบริการเชิงประสบการณ์ งานวิเคราะห์จากข้อมูลวิจัยของ Agoda และ Access Partnership ระบุว่ากฎหมายดังกล่าวมีศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยว LGBTQIA+ เพิ่มขึ้นราว 4 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 2 ปีแรก หลังมีผลบังคับใช้
ขณะเดียวกัน งานวิจัยของ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ชี้ว่า กลุ่มผู้บริโภค LGBTQIA+ ในประเทศไทยซึ่งมีมากกว่า 5.9 ล้านคน กำลังก้าวขึ้นเป็น “ขุมพลังเศรษฐกิจใหม่” ที่มีบทบาทต่อหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก ไปจนถึงบริการทางการเงินและสุขภาพ โดยประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ได้มากกว่า 152,000 ล้านบาทต่อปี และมีส่วนช่วยกระตุ้น GDP ไทยราว 0.3%
ในมุมของออสเตรีย แม้ประเทศจะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมตั้งแต่ปี 2562 (2019) และมีระดับการยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง แต่การพัฒนา Pink Economy ยังเน้นอยู่ในมิติของการทำงานและภาคธุรกิจ มากกว่าการท่องเที่ยวเชิงมวลชน โดยขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายองค์กรและแพลตฟอร์มในระดับประเทศและสหภาพยุโรป เช่น Pride Biz และ Pride EU ที่มุ่งสร้างความหลากหลายในที่ทำงานและวัฒนธรรมองค์กรแบบไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งให้ผลลัพธ์เชิงคุณภาพด้านประสิทธิภาพองค์กรและการรักษาพนักงาน มากกว่าผลกระทบเชิงตัวเลขทาง GDP
Pink Economy ที่ศุภจีหยิบยกขึ้นมานั้น กำลังก้าวจากประเด็นด้าน “สิทธิและสังคม” สู่การเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจจริง” ที่ดึงดูดความสนใจของภาคธุรกิจต่างชาติ โดยเฉพาะจากยุโรปอย่างออสเตรีย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านระบบองค์กรและบริการ ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และขนาดตลาดผู้บริโภค LGBTQIA+ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
การจะเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศจึงไม่เพียงเปิดทางการค้าใหม่ แต่ยังสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความหลากหลาย ความเท่าเทียม (Diversity, Equity, and Inclusion) ภายใต้ SDGs(Sustainable Development Goals) เป้าหมายที่ 5 และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว






