Top 50 Companies in Thailand Top 50 Companies in Thailand

ตลาดแรงงานไทยในยุค Gen Z | ทำไม “แบรนด์นายจ้าง” แบบเดิมไม่พออีกต่อไป

ในยุคที่คนเก่งเลือกองค์กรได้มากขึ้น

มกราคม 10,2026…จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการสร้างแบรนด์นายจ้าง บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด กล่าวว่า TOP 50 Companies in Thailand 2026 ผลการสำรวจประจำปีครั้งที่ 8 ที่จัดทำขึ้นเพื่อวัด “ความสนใจของคนทำงาน” ต่อองค์กรต่าง ๆ

พร้อมเจาะลึกความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z กำลังสะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดแรงงานไทยอย่างชัดเจน นั่นคือ เรากำลังย้ายจากยุคที่องค์กรเป็นฝ่ายคัดเลือกคน ไปสู่ยุคที่ “คนทำงานมีเสียง” และการตัดสินใจเลือกที่ทำงานไม่ใช่เรื่องตำแหน่งหรือค่าตอบแทนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องชีวิต วัฒนธรรม และอนาคตที่อยากเติบโตไปด้วยกัน

จีรวัฒน์ และ 50 แบรนด์

ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในมิติประชากร การแข่งขันของรูปแบบอาชีพใหม่ และบทบาทของเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นด่านหน้าในการรับรู้ข้อมูล

แก่นของผลสำรวจ “Top 50” ในมุมนี้จึงไม่ใช่การตัดสินว่าองค์กรใด “ดีที่สุด” หรือ “แย่ลง” แต่เป็นภาพสะท้อน “เทรนด์ความสนใจ” ของคนทำงานในแต่ละปี ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกระแสเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เหมือนกับในช่วงแรก ๆ ที่ Bitcoin และ Crypto เคยเป็นดาวเด่นด้านความสนใจของคนทำงาน ก่อนที่การรับรู้และความคาดหวังจะหมุนไปตามโครงสร้างโอกาสในตลาดแรงงาน เมื่อมองเช่นนี้ อันดับไม่ได้เป็นคำพิพากษา แต่เป็นสัญญาณว่าคนทำงานกำลังหันไปมององค์กรแบบไหน และเพราะอะไร

อีกประเด็นที่ผลสำรวจชี้ชัดคือ “องค์กรที่ดี” ในสายตาคนทำงานยุคใหม่ไม่ใช่องค์กรที่เงียบ แต่คือองค์กรที่ดูแลคน สร้างความมั่นคงทางใจ และสามารถอธิบายทิศทางอนาคตได้ โดยหัวใจอยู่ที่การ “สื่อสาร” ให้คนภายนอกเข้าใจจุดแข็งของตนเองอย่างต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ ในโลกที่ข้อมูลกระจายตัวและความเชื่อใจไม่ได้เกิดจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว องค์กรที่ไม่สื่อสารเท่ากับปล่อยให้คนอื่นนิยามตัวตนให้แทน และนี่ทำให้ “องค์กรขนาดเล็ก” มีโอกาสมากขึ้นกว่าที่เคย เพราะทุกคนมี Social Media อยู่ในมือ ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่งบหรือขนาด แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะขยันเล่าเรื่อง และทำให้คนทำงานรับรู้ได้ว่าองค์กรของตน “ดีอย่างไร” และ “เหมาะกับใคร” อย่างชัดเจน

สัญญาณที่ไม่ควรมองข้ามคือสถิติการตอบกลับที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยปีนี้มีผู้ตอบแบบสำรวจมากที่สุดเป็นประวัติการณ์กว่า 12,000 คน และเป็นการตอบด้วยความสมัครใจทั้งหมด นี่สะท้อนว่าคนทำงานอยากแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมมากขึ้นในการเลือกสถานที่ทำงาน และกำลังมองการเลือกที่ทำงานเป็นการเลือก “ระบบชีวิต” มากกว่าการเลือก “เงินเดือน” เพียงอย่างเดียว

เมื่อเจาะลึกลงไปที่ Gen Z จะเห็นว่าแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเปลี่ยนผ่านของประชากรและการแข่งขันแย่งชิงแรงงานที่รุนแรงขึ้น Baby Boomers ส่วนใหญ่เกษียณแล้ว ทำให้กำลังหลักของตลาดแรงงานอยู่ที่ Gen X, Gen Y และ Gen Z และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภายในปี 2030 Gen Z จะเข้าสู่ระบบการทำงานครบ 100% ขณะที่ Gen Alpha จะเริ่มทยอยเข้ามาในเวลาเดียวกัน ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงานจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมาก เมื่อคนเกิดน้อยลง แต่งานและธุรกิจเพิ่มขึ้น ความเข้มข้นของ “สงครามแย่งคน” จึงไม่ใช่ภาพชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มต่อเนื่องไปถึง Gen Alpha และแม้แต่ Gen Beta ในอนาคต

อดีตของ Gen Alpha และปัจจุบัน Gen Beta

ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรยังมีคู่แข่งใหม่ที่ไม่ได้เป็นบริษัทด้วยกันเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นงานอิสระ Freelance หรืออาชีพ “New Collar” ในระบบแพลตฟอร์ม เช่น ไรเดอร์หรืออาชีพที่ยืดหยุ่นสูง ซึ่งกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่และดึง Talent ออกจากองค์กรแบบเดิมได้โดยตรง

ความเปลี่ยนแปลงที่สะเทือนวัฒนธรรมองค์กรที่สุดคือ “เงินไม่ใช่อันดับหนึ่งเสมอไป” ผลสำรวจชี้ว่าเป็นปีแรกในรอบ 30 ปีที่ “เงินเดือนและสวัสดิการ” ไม่ได้อยู่ในอันดับ 1 หรือ 2 ในภาพรวม โดยเงินเดือนตกลงมาที่อันดับ 5 และสวัสดิการอยู่ที่อันดับ 9 ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่า Gen Z ไม่สนใจเงิน แต่สะท้อนว่าพวกเขาเชื่อว่าเงินเป็นสิ่งที่ต้องได้ตามตลาดอยู่แล้ว และกำลังยกระดับการตัดสินใจไปที่ปัจจัยที่ “สำคัญกว่า” ต่อคุณภาพชีวิตและความหมายของการทำงาน

สำหรับ Gen Z สิ่งที่มองหาเมื่อจะเข้าทำงานกับองค์กรใหม่ คือวัฒนธรรมและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในที่ทำงาน ระบบบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ การทำงานเป็นทีมที่ร่วมมือกันได้จริง สมดุลชีวิตการทำงานที่ไม่ต้องเอาชีวิตไปแลกกับงาน และความเคารพกับความเห็นอกเห็นใจที่สัมผัสได้ในทุกวัน เมื่อเข้าสู่การทำงานจริง ปัจจัยที่จะทำให้พวกเขาอยู่ต่อกลับเน้น “การทำงานเป็นทีม” เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยสภาพแวดล้อมและสถานที่ทำงานที่น่าอยู่และน่าภูมิใจ วัฒนธรรมองค์กรที่ชัดเจน สมดุลชีวิตการทำงาน และความเคารพ ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งสะท้อนว่าการรักษาคนเก่งไม่ได้อยู่ที่สัญญาจ้าง แต่อยู่ที่ประสบการณ์ทำงานจริงหลังวันแรก

นำไปสู่ประโยคสำคัญที่หลายองค์กรเริ่มได้ยินบ่อยขึ้นว่า “Gen Z ไม่ทน” พวกเขาทนงานหนักได้ แต่ไม่ทนต่อ “คน” หรือกระบวนการทำงานที่เป็นToxic หากสิ่งเหล่านั้นกระทบจุดยืนหรือโจทย์ชีวิต พวกเขาพร้อมจะย้ายไปหาเซฟโซนใหม่ทันที

ในขณะที่กลุ่ม “Zillennials” ซึ่งเป็นรอยต่อปลาย Gen Y กับ Gen Z ถูกมองว่าเป็นสะพานสำคัญที่จะช่วยให้ Gen X และ Gen Y เข้าใจ Gen Z มากขึ้น และช่วยสื่อสารแนวคิดของคนรุ่นพี่ให้คนรุ่นใหม่เข้าใจได้ด้วย

จีรวัฒน์ กล่าวต่อเนื่องเมื่อผลสำรวจพาเรามองไปข้างหน้า ภาพของการสร้างแบรนด์นายจ้างกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีสิ่งใหม่ขับเคลื่อนองค์กร 3 ส่วน

ท้ายที่สุด ผลสำรวจยังสะท้อนว่าทักษะเชิงอารมณ์หรือ Soft Skills กำลังสำคัญยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Emotional Intelligence ความเคารพ และความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่คนทำงานคาดหวังในชีวิตการทำงานจริง พร้อมกันนั้นนิยามของ “คนเก่ง” กำลังถูกนิยามใหม่ องค์กรไม่อาจยึดแค่เกรดหรือมหาวิทยาลัย แต่ต้องมองทัศนคติ วิธีคิด และความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กรเป็นแกนหลักมากขึ้น

การสร้างแบรนด์นายจ้างในยุคนี้จึงไม่ใช่การทำให้ดูดีที่สุด แต่เป็นการทำให้ “ชัดที่สุด” ว่าองค์กรเป็นแบบไหน เหมาะกับใคร และยืนอยู่บนคุณค่าอะไร เพราะเมื่อสื่อสารชัด แบรนด์นายจ้างจะกลายเป็นกลไกคัดกรองตามธรรมชาติ ช่วยให้คนที่ “ใช่” เข้ามา และคนทำงานก็เลือกองค์กรที่ “ใช่” ได้ตั้งแต่ก่อนสมัคร ลดปัญหาความไม่เข้ากันในภายหลัง และเมื่อโจทย์ CSR/ESG เริ่มมีผลต่อการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่มากขึ้น องค์กรที่ทำผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ย่อมมีโอกาสถูกเลือกในฐานะ “ที่ทำงานที่มีความหมาย” มากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต