ตุลาคม 23,2025…“ศุภจี”เผยผลเข้าร่วมการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้บริหารหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) แจงนโยบายขับเคลื่อนงาน “พาณิชย์” มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ส่งเสริมการค้าสีเขียว ทั้งการขยายตลาดสินค้าและบริการ ครัวไทยสู่โลก เร่งเจรจา FTA ผลักดันเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ จบในปีนี้ ยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการเข้าร่วมการประชุมระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับไฮดี แกลแลนท์ กรรมการบริหารหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ สาขาประเทศไทย และประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหารและผู้แทนบริษัทสมาชิก ที่ได้เดินทางเข้ามาพหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสหรัฐฯ โดยการประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ศุภจีกล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ย้ำถึงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงใน 3 มิติหลัก ได้แก่
1.ผลักดันการค้ามูลค่าสูงและการขยายตลาด มุ่งผลักดันการค้าสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันบทบาทครัวไทยสู่โลก ผ่านการส่งเสริมสินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอาหารแห่งอนาคต (Future Food) สนับสนุนบทบาทของไทยให้เป็นศูนย์กลาง Wellness Economy และเร่งขยายตลาดผ่านการเจรจา FTA ที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ได้แก่ ไทย-EFTA, ไทย-EU, ไทย-เกาหลีใต้, อาเซียน-แคนาดา พร้อมส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ และบุกตลาดศักยภาพใหม่ เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา
2.ยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน โดยเจรจาข้อตกลงทางการค้าและข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะในประเด็นกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (ROO) ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ และยกระดับการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยเร่งปรับปรุงกฎหมายด้านลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือจาก AMCHAM ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตามอง (WL) ด้วย

3.ส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าแบบเติบโตอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุน Green Products & Services และ Green Economy ซึ่งกลายเป็นเทรนด์สำคัญในการมีส่วนร่วมอยู่ในห่วงโซ่อุปทานและระบบการค้าระหว่างประเทศ สนับสนุนการค้าสินค้า GI เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างกระจายตัว เน้นย้ำถึงความเป็นทีมไทยแลนด์ที่ทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อตอกย้ำจุดมุ่งหมายการเป็นศูนย์กลางด้านการลงทุนและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงของภูมิภาค
ทั้งนี้ ในข้อ 3 สอดคล้องกับ หนึ่งในกฎระเบียบที่ภาคธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม คือ CSDDD (EU Corporate Sustainability Due Diligence Directive) ที่เป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการทำการค้ากับสหภาพยุโรป ซึ่งสหภาพยุโรปบังคับใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงกิจการในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง แม้ตั้งอยู่นอกยุโรปก็ตาม กล่าวคือ หากผู้ประกอบการไทยยังต้องการส่งออกหรือเชื่อมโยงกับตลาดยุโรป ก็จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานนี้อย่างเคร่งครัด
อ้างอิง คลิก



