มีนาคม 5,2026…Global Green Chemicals (GGC) พร้อมสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเกษตร วัตถุดิบชีวภาพ ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำถึงแบรนด์ FMCG ระดับโลก
กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า ในปี 2569

Take Growth & Value: เร่งสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างเป็นระบบ
ผ่านการขยายกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก 10,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการตลาดและเสริมศักยภาพการแข่งขัน ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์เชิงพาณิชย์แบบ Data-Driven และการใช้โมเดลธุรกิจ Tolling / Trading เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสร้างผลกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ
ตั้งเป้าผลักดันรายได้จากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เติบโต 20 % ผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่
กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) เป็นฐานรายได้หลักของบริษัท จะเปิดตัว Bio NutriSorb อิมัลชั่น ชีวภาพ สำเร็จรูปสำหรับผสมอาหารสัตว์ และขยายไลน์ Nutralist ด้วย Vitamin C Plus รองรับแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) เริ่มเข้าสู่ตลาดและต้องอาศัยการสื่อสารกับโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยบริษัทฯ จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้ Nutralist ได้แก่ Phyto Activ Plus ช่วยดูแลเรื่องคอเลสเตอรอล สุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) มุ่งพัฒนาส่วนผสมเฉพาะทาง หลีกเลี่ยงการแข่งขันกับลูกค้าปลายทางที่ใช้วัตถุดิบพื้นฐานจาก GGC อยู่แล้ว เปิดตัว C12-14 Alkyl / Benzoate (ABZ) วัตถุดิบสำหรับ Skincare และ Cosmetics เพื่อเจาะตลาดความงามที่เติบโต โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล
กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานในอุตสาหกรรม (Industrial Application) มุ่งตอบโจทย์โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการวัตถุดิบคาร์บอนต่ำเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและตอบสนองเป้าหมาย Net Zero ขององค์กรผลักดัน Biosovell สำหรับภาคเกษตร (Biochemical for Agriculture) และอุตสาหกรรมสี (Paint) เน้นสารเคมีชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องมาตรฐานความยั่งยืน/คาร์บอนต่ำ
Take Sustainability Forward: สร้างความยั่งยืนให้เป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ และข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
ขับเคลื่อนผ่านโครงการ Carbon Credit Program จากสวนปาล์มต้นแบบกว่า 5,000 ไร่ ในจังหวัดกระบี่ ตรัง ชุมพร และพังงา คาร์บอนเครดิตที่ได้จะถูกนำมาใช้ชดเชยการปล่อยของบริษัท และอาจพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ธุรกิจใหม่ในอนาคต โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมช่วยคำนวณคาร์บอนเพื่อลดความซับซ้อนในการวัดผลสำหรับเกษตรกร
มีการเตรียมความพร้อมด้าน EUDR เพื่อสร้างระบบ Traceability ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานผ่านโครงการ Biogas และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อมุ่งสู่การลด GHG Emission อย่างเป็นรูปธรรม
ผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน บริษัทสามารถ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 23,363 ตันคาร์บอน พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อย 20% ภายในปี 2573 และบรรลุ Net Zero ภายในปี 2593 นอกจากนี้ GGC ยังได้รับการประเมินจาก S&P Global ในดัชนี DJSI กลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ติดอันดับ Top 5% ของโลก และอยู่ในอันดับ 2 ขณะเดียวกันด้านสังคม อัตราความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรเพิ่มขึ้นเป็น 67% และบริษัทได้รับการยอมรับในด้านการเปิดโอกาสให้คนพิการเข้าทำงาน
ส่วน Take Cost Competitiveness: ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ตั้งเป้าลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง 150 ล้านบาท ผ่านการปรับองค์กรภายใน การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต

บริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง พร้อมแผนลงทุนปี 2569 จำนวน 400 ล้านบาท จากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท สะท้อนความสามารถในการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน
ปัจจุบัน GGC ยังคงสถานะ Debt-Free Company โดยมีสินทรัพย์รวมกว่า 10,332 ล้านบาท และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเกือบ 1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาวและบริหารสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ
กฤษฎากล่าวในท้ายที่สุด ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนและความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อมจากตลาดโลก GGC จึงกำลังทดสอบโมเดลใหม่ของธุรกิจเคมีชีวภาพที่พยายามเชื่อมโยง เกษตรกร อุตสาหกรรม และตลาดผู้บริโภค เข้าด้วยกัน ภายใต้โจทย์สำคัญของยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นั่นคือ ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทั้งห่วงโซ่คุณค่าร่วมกันรับผิดชอบต้นทุนและประโยชน์อย่างสมดุล



