อินโฟกราฟิกแนวโน้ม ESG ปี 2026 และ Sustainability Red Flags ที่ส่งผลต่อกลยุทธ์ธุรกิจและความยั่งยืน – SD Perspectives | Sustainability & Business Strategy Media in Thailand อินโฟกราฟิกแนวโน้ม ESG ปี 2026 และ Sustainability Red Flags ที่ส่งผลต่อกลยุทธ์ธุรกิจและความยั่งยืน – SD Perspectives | Sustainability & Business Strategy Media in Thailand

2026 ESG กำลังเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นอะไร?

ไทยพัฒน์ชี้ Sustainability Red Flags และบททดสอบ Resilience ของธุรกิจไทย

กุมภาพันธ์ 24,2026…ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนของ ESG จากกระแสสู่การทบทวนเชิงโครงสร้าง เวที “2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags” โดยสถาบันไทยพัฒน์สะท้อนว่าแรงต้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ การผ่อนคลายกฎในยุโรป แรงกระแทกจาก AI และความเสี่ยงเศรษฐกิจ กำลังทำให้องค์กรปรับน้ำหนักจากวิสัยทัศน์ระยะยาวสู่ผลลัพธ์ระยะสั้นมากขึ้น

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวถึง 6 สัญญาณเตือนหรือ “Sustainability Red Flags” ที่เกิดขึ้น กำลังสะท้อนว่า “วิธีคิด” และ “วิธีขับเคลื่อน” ต้องถูกปรับใหม่

การตีกลับด้านความยั่งยืน การเคลื่อนตัวจาก Long-term Vision ไปสู่ Short-term Benefit หลายองค์กรเริ่มผูกความยั่งยืนเข้ากับกรอบรายได้และการประหยัดต้นทุนในช่วง 3–5 ปี แทนการลงทุนเชิงระบบระยะ 10 ปีขึ้นไป การเลื่อนหรือทบทวนกฎบางฉบับในยุโรป การชะลอประเด็น CBAM และการลดน้ำหนักคำว่า Net Zero ในภาคการเงิน ไม่ได้แปลว่าเลิกทำ แต่คือการ “Recalibrate” ให้สอดคล้องกับแรงกดดันเศรษฐกิจ

ภาวะ(เศรษฐกิจ) ถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ เมื่อ Climate Change ไม่ใช่ Future Risk แต่เป็น Economic Risk ที่สะท้อนในตัวเลข GDP คาดการณ์ว่าผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP โลกปี 2026 ลดลงราว 1.29% และ GDP ไทยอาจหดตัว 7–14% ภายในปี 2050 นี่คือจุดเปลี่ยนจาก ESG ในฐานะภาพลักษณ์ สู่ ESG ในฐานะกลไกความอยู่รอดของเศรษฐกิจ

การทวงถามจากธรรมชาติ Nature is the Next Financial Frontier มาตรฐาน GRI 101 Biodiversity เริ่มมีผลใช้ และการพัฒนาแนวทาง Nature-related Financial Disclosure กำลังเดินหน้า ธรรมชาติไม่ได้ถูกวางไว้ในกรอบ CSR อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ระบบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน Biodiversity Credit จึงอาจกลายเป็นสินทรัพย์ใหม่ คล้ายกับ Carbon Credit ในช่วงที่ผ่านมา

ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะ Scope 3 เมื่อโดยเฉลี่ยกว่า 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ใน Scope 3 ซึ่งองค์กรไม่ได้ควบคุมโดยตรง ความท้าทายในปี 2026 จึงไม่ใช่แค่การลด Scope 1–2 แต่คือการจัดการ Value Chain ทั้งระบบ และเปลี่ยน Carbon จาก “ต้นทุน” ให้กลายเป็น “ปัจจัยผลิตภาพ” และความสามารถในการแข่งขัน

ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด เมื่อธรรมาภิบาลในหลายองค์กรยังถูกใช้เป็นภาพลักษณ์มากกว่าสาระ แรงกดดันใหม่ทำให้ Governance ต้องยกระดับจาก Compliance ไปสู่ Value Creation คำถามจึงไม่ใช่เพียงจะเปิดเผยข้อมูลอะไร แต่คือข้อมูลนั้นสะท้อนการบริหารความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นได้จริงหรือไม่

ช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล ที่นักลงทุนใช้ประเมินความเสี่ยงยังคงมีอยู่ เมื่อมาตรฐานบางส่วนยังไม่บังคับเต็มรูปแบบ หลายองค์กรเลือกเปิดเผยเฉพาะสิ่งที่พร้อม ส่งผลให้ตลาดทุนเผชิญความเสี่ยงเชิงระบบจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์

ภายใต้บริบทใหม่นี้ แนวคิด “Resilience” ถูกยกระดับเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์องค์กร ความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกและปรับตัวโดยไม่ล้มก่อนกลายเป็นปัจจัยแข่งขัน ธุรกิจจำเป็นต้องเดินหน้าพร้อมกันทั้ง Mitigation (การลดผลกระทบ) Adaptation (การปรับตัวต่อความเสี่ยง) และ Transition (การเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจ)

ปี 2026 จึงไม่ใช่ปีที่ ESG สิ้นสุด แต่เป็นปีที่ Sustainability ต้องเชื่อมกับ Strategy อย่างแนบแน่น และสะท้อนผลกระทบต่อ Society อย่างชัดเจนมากขึ้น เพราะในโลกที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติถูกแปลงเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรม แต่คือโครงสร้างการแข่งขันใหม่ของธุรกิจไทยและโลก