ธันวาคม 16,2025…บนเวที AFTERKLASS Biz Kamp 2025 นับเป็น ปีที่ 6 ที่จัดโดยธนาคารกสิกรไทย เปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้การสร้าง “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ภายใต้แนวคิด “Youth for Good”
ทั้งนี้ เยาวชนได้เรียนรู้จากปัญหาจริง พัฒนาไอเดียจริง ได้เรียนรู้การวิเคราะห์ปัญหาจากประสบการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบจริง และพัฒนาแนวคิดธุรกิจที่มีคุณค่า พร้อมฝึกทักษะการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ รวมถึงได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐและเอกชน
8 ทีมสุดท้ายที่อยู่บนเวที AFTERKLASS Biz Kamp 2025 Hackathon ประกอบด้วย
ทีม: อะไรก็ได้
ผลงาน ตู้ ’รู้แล้วรู้รอด‘ เทคโนโลยีที่นำการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และ AI ไปสู่พื้นที่ห่างไกล ลดการเดินทาง ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ให้มากยิ่งขึ้น
ทีม: Rick and Morty
ผลงาน ‘WaiJai – ไว้ใจ’ แพลตฟอร์มป้องกันภัยไซเบอร์สำหรับผู้สูงอายุด้วย AI วิเคราะห์ความเสี่ยงจาก Scammer ในช่องทางต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุปลอดภัย และ ผู้ดูแลมั่นใจมากขึ้น
ทีม: Phantom
ผลงาน ‘Phi Tech – พี่ Tech’ แอปพลิเคชันที่ใช้ AI จับภาพหน้าจอและแนะนำวิธีใช้งานแบบ Step by Step ให้กับผู้สูงอายุที่เทคโนโลยีอาจยากและซับซ้อนเกินจะเข้าใจ ให้ทุกแอปที่ยากใช้งานได้ง่าย ทำตามได้ทันที
ทีม: วิศวะลูกพ่อหลุยส์
ผลงาน ‘บ้านอุ่นใจ’ อัลกอริทึ่ม AI ที่จะเข้ามาสนับสนุนขั้นตอนการประเมินการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมของเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับโอกาสที่ดีที่สุดที่จะได้พบกับครอบครัวที่เหมาะสมที่สุด
ทีม: AegisAI
ผลงาน ‘AegisAI‘ แอปพลิเคชั่น AI Agent ที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ได้มีพื้นที่ผ่อนคลายและเข้าใจ พร้อมรับมือกับทุกวันที่จะได้เจอ
ทีม: Miffyandfriends
ผลงาน ‘AeroMedi’ ระบบและแพลตฟอร์มประสานงานกับโดรนเพื่อการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขในชุมชนพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร
ทีม: Thunder Permanent
ผลงาน ‘O-Guard’ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ เพื่อยกระดับศักยภาพเด็กหลุดจากระบบการศึกษา AI ที่วิเคราะห์และออกแบบเส้นทางและวิธีการเรียนรู้ให้พัฒนาความรู้และทักษะได้อย่างตรงจุด ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ พร้อมสร้างโอกาสก้าวสู่ความมั่นคง
ทีม: ฝ่ายซ้าย
ผลงาน ’AIRGUARD‘ นวัตกรรมตรวจจับการล้มและอุบัติเหตุ ด้วยเทคโนโลยี CSI WIFI และ AI ช่วยประเมิน ตรวจจับ และแจ้งเตือน เพื่อลดเวลารอการช่วยเหลือ เพิ่มโอกาสให้ปลอดภัยให้มากยิ่ง
ผลจากการตัดสิน ทีมวิศวะลูกพ่อหลุยส์ ชนะอันดับ1 ส่วน ทีมRick and Morty ได้รางวัลชนะอันดับ 2
“ทั้ง 2โครงการนี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ แต่ยังตอกย้ำว่า AI ที่แท้จริง คือ AI ที่มีหัวใจของความเข้าใจผู้อื่นอยู่เบื้องหลัง เพราะสุดท้ายแล้ว การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจาก หัวใจที่อยากเห็นโลกดีขึ้นนั่นเอง”
ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ ประธานและอนุกรรมการ พิจารณาและกลั่นกรองผู้ประกอบการที่ขอรับการสนับสนุนทุน TED Fund ในฐานะกรรมการตัดสินกล่าวถึงทั้งสองโครงการ
เมื่อ Empathy ของเด็กเชียงใหม่
จะกลายเป็นนวัตกรรมเพื่อเด็กกำพร้าทั่วประเทศ
ทีม วิศวะลูกพ่อหลุยส์ ผลงาน ‘บ้านอุ่นใจ’ อัลกอริทึ่ม AI ที่จะเข้ามาสนับสนุนขั้นตอนการประเมินการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมของเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับโอกาสที่ดีที่สุดที่จะได้พบกับครอบครัวที่เหมาะสมที่สุด
กันต์ธีร์ วัฒนานันท์ จิรสิน เตชะวุฒิ ปรินทร์ วงศพิทักษ์ ณชล อินทจันทร์ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่ ร่วมกันเล่าถึง “บ้านอุ่นใจ”
แรงบันดาลใจของโครงการ “บ้านอุ่นใจ” เริ่มต้นจากความทรงจำในวัยมัธยมต้น ที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
“โรงเรียนพานักเรียนไปทำกิจกรรมที่บ้านเด็กกำพร้าและบ้านพักคนชรา เราได้เห็นภาพจริงของ “ความเปราะบาง” ที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน เด็กบางคนไม่มีใครกอด ไม่มีใครสอนการบ้าน ส่วนผู้สูงอายุต้องอยู่ลำพังกับความเงียบ”
นั่นคือช่วงเวลาที่ทำให้เยาวชนกลุ่มนี้เข้าใจว่า ความยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากนโยบายใหญ่ แต่เริ่มจากหัวใจที่อยากเห็นผู้อื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น
เมื่อได้ลงพื้นที่บ้านเด็กกำพร้าในเชียงใหม่อีกครั้งในช่วงเตรียมโครงการ AFTERKLASS Biz Kamp 2025 ทีมจึงได้เรียนรู้เชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการอุปถัมภ์เด็ก พวกเขาพบว่ากระบวนการนี้เต็มไปด้วยเอกสารที่ซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีพี่เลี้ยงเพียงไม่กี่คนที่ต้องดูแลเด็กจำนวนมาก พี่เลี้ยง 1 คน ดูแลเด็ก 58 คน
“พี่เลี้ยงมีอยู่แค่ 2 แขน ไม่สามารถกอดทุกคนได้”
ภาพนั้นกลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาอยากใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนระบบ AI จึงถูกนำมาเป็นเครื่องมือหลักในโครงการ “บ้านอุ่นใจ” เพื่อย่นระยะเวลาการรับอุปถัมภ์และเพิ่มความแม่นยำในการจับคู่ระหว่างเด็กกับครอบครัวที่เหมาะสม ระบบนี้ไม่ได้ออกแบบจากโค้ดหรืออัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก “Empathy” ที่เกิดขึ้นจากการมองเห็นชีวิตผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง
พวกเขาออกแบบให้ระบบมีการติดตามผลหลังการอุปถัมภ์ และตั้งเป้าที่จะขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้าง “Ecosystem of Care” ที่มีทั้งเทคโนโลยีและหัวใจทำงานร่วมกัน
หลังจากได้รับรางวัล ทีมวางแผนจะต่อยอดโครงการสู่การลงมือจริง โดยเสนอให้โรงเรียนมงฟอร์ตฯ จัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับบ้านเด็กกำพร้าในเชียงใหม่ เพื่อส่งนักเรียนจิตอาสาเข้าไปช่วยสอนการบ้าน ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และเป็นพี่เลี้ยงให้กับน้อง ๆ อย่างต่อเนื่อง
“บ้านเด็กกำพร้าบอกเราว่า เขาอยากได้อาสาสมัครมาสอนการบ้านเด็กประถม ไม่ใช่เงินบริจาค แต่คือเวลาและใจ” หนึ่งในทีมกล่าวปิดท้าย
นี่จึงไม่ใช่แค่แอปพลิเคชันเพื่อช่วยเหลือเด็ก แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ ที่เริ่มต้นจากโรงเรียนในเชียงใหม่และอาจขยายไปสู่สังคมที่อบอุ่นกว่านี้ในอนาคต.
ศุภชัยกล่าวถึงทีมชนะเลิศ “วิศวะลูกพ่อหลุยส์” กับโครงการ “บ้านอุ่นใจ” ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของ “เทคโนโลยีที่เข้าใจหัวใจมนุษย์” แอปพลิเคชันที่ช่วยให้การรับเด็กกำพร้าเป็นบุตรบุญธรรมสะดวกขึ้น ลดขั้นตอนเอกสาร ลดโอกาสเด็กถูกส่งคืน และเพิ่มความเหมาะสมในการจับคู่ครอบครัว
“นี่คือโซลูชันที่ไม่ได้เกิดจากความฉลาดของ AI แต่เกิดจากความเข้าใจในหัวใจของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง”
จากโครงการของทีมจะพบ 3 เรื่องดังนี้
1.Empathy ที่แท้จริง ทีมเข้าใจทั้งมุมมองของ “เด็กกำพร้า” และ “ผู้รับอุปถัมภ์” ในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่ข้อมูลในฐานข้อมูล
2.การเตรียมงานอย่างเป็นระบบ มี Implementation Timeline ชัดเจน มีการวาง Proof of Concept (POC) เพื่อทดลองจริง
3.Process Innovation ใช้ AI ขยายพารามิเตอร์จากเดิมที่พิจารณาเพียงอายุและเพศ ไปจนถึงคุณลักษณะเชิงอารมณ์และสภาพแวดล้อมของครอบครัว ทำให้การ “จับคู่หัวใจ” มีความละเอียดและแม่นยำขึ้น
นี่คือระบบนิเวศใหม่ของความอบอุ่น เพราะหากเด็กกำพร้าได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม พวกเขาจะกลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เป็นการลงทุนทางสังคมที่สร้างผลลัพธ์ระยะยาว (Social Return on Investment)
ศุภชัยฝากข้อคิดในเรื่องนี้ว่า โครงการลักษณะนี้ต้องใช้เวลาและความอดทนในการพัฒนา ในเชิงสตาร์ทอัพอาจทำได้ใน 6 เดือน แต่ในโลกจริงอาจใช้เวลาเป็นปี เพราะการเทรน AI ต้องอาศัยข้อมูล ความเข้าใจ และความร่วมมือจากภาครัฐ
“เด็กที่ได้รับโอกาสคือกำลังของประเทศ ถ้าเราเร่งกระบวนการให้เขาได้ครอบครัวเร็วขึ้น มันคือการปลูกอนาคตของชาติ”
ใช้ AI สร้าง “เพื่อนที่ไว้ใจได้” ให้ผู้สูงอายุ
ครั้งแรกที่มอง “ธุรกิจและเทคโนโลยี” ผ่านเลนส์ Empathy
ทีม Rick and Morty ผลงาน ‘WaiJai – ไว้ใจ’ แพลตฟอร์มป้องกันภัยไซเบอร์สำหรับผู้สูงอายุด้วย AI วิเคราะห์ความเสี่ยงจาก Scammer ในช่องทางต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุปลอดภัย และ ผู้ดูแลมั่นใจมากขึ้น

ธาม พัทธวรากร โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณัฐกิตติ์ จันทรอารี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยา รังสิต ธนพงศ์ วรรณทา โรงเรียนกุฉินารายณ์ พัฒนศักดิ์ ไกรตวง โรงเรียนกัลยาณวัตร ร่วมกันเล่าถึงผลงาน “ไว้ใจ”
ที่ผ่านมา พวกเขาเคยเข้าร่วมการแข่งขัน Hackathon ทางด้านเทคโนโลยีและ AI มาแล้วหลายครั้ง แต่โครงการ AFTERKLASS Biz Kamp 2025 เป็นครั้งแรกที่ทำให้พวกเขาได้มอง “ธุรกิจและเทคโนโลยี” ผ่านเลนส์ของ Empathy
“ครั้งนี้เราไม่ได้แค่เขียนโค้ด แต่เราได้มองเห็นคนที่อยู่หลังปัญหานั้นจริง ๆ เรามองเห็นผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องอยู่ลำพัง ลูกหลานไม่มีเวลาเฝ้าดูโทรศัพท์ตลอดวัน และหลายคนก็ไม่ถนัดเทคโนโลยี จึงตกเป็นเหยื่อของ SMS ปลอม โทรศัพท์หลอกโอนเงิน หรือข่าวปลอมที่ส่งต่อกันในไลน์กลุ่ม จากจุดนั้น”
ความเปราะบางนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากช่องว่างระหว่าง “เทคโนโลยี” กับ “ความเข้าใจ” ของคน 2 รุ่น
“เรารู้ว่าปัญหานี้ใหญ่ และเห็นชัดอยู่แล้วในสังคมไทย แทนที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ไกลตัว เราอยากสร้างสิ่งที่ช่วยได้จริง และเริ่มจากคนที่ต้องการความช่วยเหลือที่สุด”
หนึ่งในสมาชิกทีมกล่าวอย่างมั่นใจ นั่นคือจุดเริ่มต้นของแอปพลิเคชัน “ไว้ใจ” ที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องผู้สูงอายุจากภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพออนไลน์

AI ถูกนำมาใช้ในโครงการนี้อย่างใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของผู้สูงวัย ทีมออกแบบให้ระบบสามารถวิเคราะห์ข้อความ SMS และลิงก์ที่น่าสงสัย ตรวจจับเสียงจากคอลเซ็นเตอร์ปลอม และแจ้งเตือนถึงลูกหลานเมื่อพบความผิดปกติ
“ถ้าคุณยายใช้มือถือเครื่องเก่า จะป้องกันตัวเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ไหม? คือคำถามที่ทีมใช้เป็นจุดตั้งต้นของการออกแบบ เพื่อให้แอปใช้งานง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดเทคโนโลยี พวกเขามองว่า AI ไม่ควรเป็นผู้สั่งสอน แต่เป็นที่ปรึกษาที่ผู้สูงอายุไว้ใจได้ เราอยากให้เทคโนโลยีเป็นเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ เวลาคนรุ่นปู่ย่าจะถูกหลอก ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกแยกจากโลกดิจิทัล”
หลังจากได้รับรางวัลจากเวที AFTERKLASS Biz Kamp 2025 ทีมตั้งใจจะพัฒนาโครงการต่อให้กลายเป็นสตาร์ทอัพจริงในอนาคต พร้อมเปิดทางให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานด้านผู้สูงอายุและองค์กรเอกชน เพื่อให้แอป “ไว้ใจ” สามารถนำไปใช้ได้จริงในวงกว้าง
“เราอยู่กับไอเดียนี้มาตั้งแต่วันแรกของการแข่งขัน และไม่เคยเปลี่ยนเลย เพราะเรารู้ว่ามันคือปัญหาที่สำคัญจริง ๆ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ใช้ความรู้ด้าน AI เพื่อดูแลคนที่เคยดูแลเรามาก่อน เพราะสุดท้าย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่แท้จริง คือการทำให้โลกของผู้สูงวัยปลอดภัยขึ้นและอบอุ่นกว่าเดิม”
ทีมกล่าวต่อเนื่อง สิ่งได้จาก AfterKlass ไม่ใช่แค่ความรู้เรื่องธุรกิจ แต่คือการเข้าใจว่าทำไมเทคโนโลยีถึงต้องมีมนุษย์อยู่ในนั้น โดยประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้พวกเรามองเห็นโลกของ “ธุรกิจเพื่อสังคม” ชัดขึ้น และเชื่อว่าทุกความรู้ที่ได้ด้าน AI, การตลาด หรือการบริหาร จะกลายเป็นรากฐานของอนาคต
“เราอาจยังเด็ก แต่เรารู้ว่าการช่วยให้คนกลุ่มเปราะบางปลอดภัยขึ้น คือก้าวใหญ่ของสังคม”
ศุภชัยมองว่า โครงการนี้แม้เริ่มต้นจากการปกป้องผู้สูงอายุ แต่มีศักยภาพจะขยายสู่คนทุกวัย เพราะในยุคข้อมูลท่วมโลก “ทุกคนต่างมีความเปราะบางในแบบของตัวเอง”
“เทคโนโลยีจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันทำให้คนที่อ่อนแอรู้สึกปลอดภัยขึ้น ไว้ใจ ไม่ได้สร้างเพื่อความสะดวก แต่สร้างเพื่อ ความอุ่นใจ ซึ่งเป็นหัวใจของ Trust Technology ที่แท้จริง เพราะการปกป้องคนรุ่นก่อนจากภัยไซเบอร์ ไม่ใช่เพียงการเขียนโค้ดหรือสร้างฟีเจอร์ใหม่ แต่คือการออกแบบด้วยหัวใจที่เข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง ทีมยังตระหนักถึงความท้าทายของโลกไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่า AI เสมอ ทั้ง Deepfake เสียงหรือวิดีโอ และเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้ต้องอาศัย Mindset ที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา มากกว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว”
ศุภชัยกล่าวว่า โครงการ AFTERKLASS Biz Kamp 2025 คือสิ่งที่พบว่า “เยาวชนไทยมีพลังมากพอจะเปลี่ยนโลกได้จริง” เพราะพวกเขาไม่ได้แค่เรียนรู้เทคโนโลยี แต่เรียนรู้จะใช้เทคโนโลยีเพื่อคนอื่น ธนาคารกสิกรไทยมีวิสัยทัศน์ที่ “หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืนตั้งแต่มัธยม”
AFTERKLASS Biz Kamp 2025 ไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาเยาวชน แต่คือการจุดประกายให้เห็นว่า ความยั่งยืนของประเทศไทยจะเริ่มต้นได้จริง ก็ต่อเมื่อเราบ่มเพาะ “หัวใจของการให้” ไว้ในคนรุ่นใหม่ตั้งแต่วันนี้
“ เด็ก ๆ ได้เรียนรู้สิ่งที่ไม่มีในตำรา ตั้งแต่การคิดแบบผู้ประกอบการ การเข้าใจ SROI, SDGs และ ESG ไปจนถึงการทำงานร่วมกับภาครัฐ เยาวชนอายุแค่ 15–18 ปี แต่เข้าใจคำว่า Social Impact ได้ลึกขนาดนี้ ถือเป็นคุณค่ามหาศาล” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม
สำหรับศุภชัย สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงนวัตกรรมที่เห็นบนเวที แต่คือ “Mindset” ของเยาวชนรุ่นใหม่ที่เข้าใจว่าความสำเร็จของธุรกิจไม่ได้วัดที่กำไรสูงสุด แต่คือคุณค่าที่สร้างให้สังคมเติบโตไปด้วยกัน เขานิยามคนรุ่น Gen Z และ Gen Beta ว่าเป็น The Bearers Generation หรือ ผู้ถือธงแห่งการเปลี่ยนโลก ในยุคที่ทุกอย่างหมุนเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน “อีก 3–5 ปีข้างหน้า งานหลายอย่างจะหายไป แต่โอกาสจะเพิ่มขึ้นสำหรับคนที่กล้าเรียนรู้และลงมือทำ” และทิ้งท้ายด้วยประโยคที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเวทีปีนี้ว่า
“AI ไม่ได้แทนที่คน…แต่มันจะขยายพลังให้คนที่มีหัวใจยิ่งใหญ่กว่าเดิม”
AFTERKLASS Biz Kamp 2025 นับเป็นเวทีที่สะท้อนเจตนารมย์ของธนาคารกสิกรไทยที่ต้องการส่งเสริมเยาวชน พัฒนาไอเดียนวัตกรรม ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี AI อย่างสร้างสรรค์ เพื่อช่วยปลุกจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในประเทศไทย สะท้อนถึงเจตนารมย์ ความมุ่งมั่น และวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของธนาคารกสิกรไทย ในด้านการเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน









