ตุลาคม 7,2026…มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืนช่วงงาน BKKCAW 2026 ผ่านกิจกรรม “ขยะไปต่อ”เชื่อมแนวทาง กทม. กับบทเรียนดอยตุง ขยายผลการจัดการขยะสู่สำนักงานภาคเอกชนในกรุงเทพฯ
SD Perspectives ร่วมสังเกตการณ์ Workshop “ขยะไปต่อ: ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบเกิดขึ้นได้จริง” โดยเจ้าบ้าน ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมบทเรียนดอยตุงที่ไม่มีขยะไปสู่บ่อฝังกลบตั้งแต่ปี 2561 กับความคืบหน้าการจัดการขยะของ กทม. ประสบการณ์ดังกล่าวแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ที่มีทั้งพนักงานของบริษัทที่ต้องวางแผนเรื่องการคัดแยกในองค์กร ภาครัฐ ประชาชนทั่วไป ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่เข้าสู่วงการแยกขยะ และนักเรียนม.6
นักเรียน ม.6 มองเส้นทางขยะ
เป็นพื้นฐานงานออกแบบและสังคมที่จะเติบโตไปอยู่
น้องบลินท์-รติภัค ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เล่าถึงการร่วม Workshop ว่า ส่วนตัวมีความสนใจเรื่องนี้ เริ่มต้นจากที่บ้านแยกขยะเป็นกิจวัตร ประกอบกับการติดตามข่าวที่ทำให้น้องเห็นว่า “การมีส่วนร่วมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถช่วยให้สังคมดีขึ้นได้”
ในโรงเรียน เธอเห็นพัฒนาการจากปีแรกที่เข้าเรียน ทั้งการจัดถังแยกประเภทและจุดเทเศษอาหาร แม้ยังมีส่วนที่ต้องปรับปรุง แต่ระบบเหล่านี้ก็เปิดโอกาสให้นักเรียนลงมือทำได้ทุกวัน
มากกว่านี้ น้องบลินท์มีความตั้งใจจะเรียนต่อด้านการออกแบบที่ PolyU Design Hong Kong ดังนั้นการเข้า Workshop ครั้งนี้เป็นการเสริมความรู้พื้นฐานเพื่อการเรียนออกแบบของน้องเองที่กำลังเตรียมก้าวไปเรียนด้านการออกแบบที่มีการเชื่อมโยงกับเรื่องขยะเช่นกัน
น้องบลินท์ กล่าวต่อว่า ความรู้จากการทดลองแยกขยะ สามารถเดินทางต่อไปถึงการเลือกเรียน การคิดโครงการ และการมองบทบาทของตัวเองในสังคม
“มันคือสภาพสังคมที่เราจะโตไปและต้องอยู่ เราใช้ชีวิตในสังคมแบบนี้ เราก็ต้องทำให้มันดีตั้งแต่แรกค่ะ”

ดอยตุงเริ่มจากบ่อขยะเต็ม
สู่ระบบที่ไม่มีขยะไปฝังกลบตั้งแต่ปี 2561
เบื้องหลังผลลัพธ์ของดอยตุงมีจุดเริ่มต้นจากข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อบ่อขยะที่คาดว่าจะรองรับการใช้งานได้ยาวนานกลับเต็มเร็วกว่าที่วางแผนไว้ การหาวิธีจัดการใหม่จึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น
ดร.ธนพงศ์เล่าย้อนถึงสถานการณ์นั้นด้วยมุมมองที่ชวนให้วงสนทนายิ้มตาม
“เป็นโชคดีที่บ่อขยะมันเต็ม”
วิกฤตครั้งนั้นนำไปสู่การทบทวนว่า ขยะที่ส่งไปฝังกลบยังมีอะไรใช้ประโยชน์ได้บ้าง และต้องเติมระบบส่วนใดเพื่อให้วัสดุเหล่านั้นเดินทางต่อได้ ตั้งแต่การแยกเศษอาหาร การรวบรวมวัสดุรีไซเคิล ไปจนถึงการเตรียมขยะที่เหมาะสมสำหรับส่งต่อเป็นเชื้อเพลิง
ขยะปนเปื้อนสร้างปัญหาต่อเนื่องระหว่างการเก็บและขนส่ง ทั้งกลิ่น หนู และแมลงสาบ การจัดเตรียมวัสดุก่อนส่งต่อจึงเป็นส่วนสำคัญของระบบ โดยดอยตุงพัฒนากระบวนการคัดแยกและทำความสะอาดเพื่อให้ขยะที่เคยต้องฝังกลบมีทางไปต่อ
จากการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ สามารถดำเนินงานโดยไม่มีขยะไปสู่บ่อฝังกลบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 และนำบทเรียนไปปรับใช้กับพื้นที่อื่นของมูลนิธิฯ รวมถึงการช่วยวางระบบให้องค์กรภายนอก
ผลลัพธ์นี้มีทั้งการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์และการส่งขยะบางประเภทไปจัดการเป็นพลังงาน จึงต้องรู้ให้ชัดว่า ขยะแต่ละส่วนออกจากพื้นที่ไปที่ใด และผ่านกระบวนการอะไรต่อ
กรุงเทพฯ กับคำถามคุ้นเคย
“แยกแล้ว ทำไมยังเก็บรถคันเดียว?”
เมื่อบทสนทนาขยับจากดอยตุงมาสู่กรุงเทพฯ คำถามที่หลายคนเคยสงสัยก็ถูกยกขึ้นมาคุยตรง ๆ หากประชาชนแยกขยะแล้ว แต่รถเก็บขยะยังเป็นคันเดิม ความพยายามที่ต้นทางจะไปถึงปลายทางได้อย่างไร

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลในวงเสวนาว่า กรุงเทพมหานครเก็บขยะประมาณ 9,400 ตันต่อวัน และขยะเศษอาหารมีสัดส่วนประมาณ 51% การแยกเศษอาหารออกก่อนจึงเป็นโจทย์สำคัญ เพราะช่วยลดการปนเปื้อนของวัสดุอื่นและทำให้จัดการต่อได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม การจัดรถวิ่งเก็บขยะแต่ละประเภทแยกรอบกันมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและทรัพยากร กทม. จึงกำลังทดลองรูปแบบที่ช่วยให้เก็บขยะได้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งการใช้พื้นที่แยกประเภทบนรถ และการทำงานกับอาสาสมัครเพื่อรวบรวมขยะจากชุมชนหรือซอยที่รถใหญ่เข้าถึงยาก
ในด้านปลายทาง ภาพพิมพ์ กล่าวถึงการพัฒนาระบบคัดแยกเพื่อนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ หรือ Material Recovery Facility: MRF รวมถึงการจัดการขยะที่เหมาะสมเป็นพลังงาน ควบคู่กับแนวทางให้ชุมชนจัดการขยะใกล้แหล่งกำเนิดมากขึ้น
ความท้าทายอีกด้านคือความเชื่อมั่นของคนแยก หากบ้านหนึ่งแยก อีกบ้านไม่แยก และทุกคนเห็นเพียงรถคันเดียวมารับ ก็อาจรู้สึกว่าความพยายามของตนไม่มีผล
ข้อเสนอที่เกิดขึ้นในวงจึงเป็นการทำให้ประชาชนเห็นเส้นทางหลังการทิ้งอย่างชัดเจน ตั้งแต่จุดรวบรวมไปจนถึงสิ่งที่ขยะถูกนำไปใช้ประโยชน์ พร้อมเชื่อมการทำงานกับสำนักงาน ห้าง และองค์กรที่สามารถวางระบบคัดแยกภายในได้
การเก็บขยะกับการสื่อสารจึงต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อให้คนมั่นใจว่า สิ่งที่แยกไว้ได้รับการจัดการตามประเภทจริง
ลงมือแยกจึงเห็นรายละเอียด
ระบบที่ดีต้องดูแลถึงคนรับขยะ
ช่วงทดลองคัดแยกทำให้เห็นว่า ความรู้เรื่องขยะมีรายละเอียดมากกว่าชื่อบนถัง ขวดพลาสติกที่ดูคล้ายกันอาจมีข้อจำกัดในการรับซื้อแตกต่างกัน กระดาษบางชิ้นมีพลาสติกเคลือบอยู่ และวัสดุที่รีไซเคิลได้ก็อาจสร้างอันตรายระหว่างทาง หากเตรียมส่งต่อไม่เหมาะสม

กรณีแก้วแตกเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แม้วัสดุจะมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล แต่คนทิ้งต้องคำนึงถึงคนเก็บและคนคัดแยกด้วย การแยกบรรจุและแจ้งให้รู้ว่ามีของมีคมอยู่ภายในจึงเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบ
“กว่าจะไปรีไซเคิล มันจะไปทำร้ายใครหรือเปล่า”
คำถามของ ดร.ธนพงศ์ ชวนให้มองคนทำงานที่อยู่ระหว่างถังขยะกับโรงงานปลายทาง ซึ่งมักเป็นผู้รับความเสี่ยงจากสิ่งที่คนอื่นทิ้ง
สำหรับครัวเรือน คำแนะนำในกิจกรรมคือเริ่มตรวจสอบผู้รับปลายทางก่อนว่า รับวัสดุอะไร มีเงื่อนไขอย่างไร แล้วจึงออกแบบการแยกและรวบรวมให้สอดคล้องกัน ส่วนสำนักงานและองค์กรต้องเติมผู้รับผิดชอบและระบบติดตามผลให้ชัดเจน
ดร.ธนพงศ์สรุปบทเรียนการวางระบบเป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่ การมีนโยบายและเป้าหมายจากผู้บริหาร การทำให้เป็นต้นแบบ การเลือกวิธีที่เหมาะกับพื้นที่ การมีกติกา การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และการทำให้ผลงานเป็นที่รับรู้เพื่อส่งต่อการดำเนินงานได้
“ผู้นำคนที่พูดต้องทำ”
การเป็นต้นแบบเริ่มจากพฤติกรรมของผู้บริหาร ขณะที่การติดตามต้องมีข้อมูล เช่น น้ำหนักขยะและความถูกต้องในการคัดแยก พร้อมคืนข้อมูลให้คนในองค์กรเห็นผลของสิ่งที่ช่วยกันทำ
ประสบการณ์จากผู้เข้าร่วมภาคธุรกิจยังเติมตัวอย่างเรื่องการลดขยะในกระบวนการผลิต การแยกเศษอาหาร การส่งวัสดุให้ผู้รับรีไซเคิล และการใช้แรงจูงใจให้พนักงานพกแก้วมาเอง ภาพที่เกิดขึ้นคือระบบจัดการขยะต้องเชื่อมทั้งนโยบาย กิจวัตร และการประเมินผลเข้าด้วยกัน

คำถามจากผู้ร่วมวงชี้ช่องว่าง
ตั้งแต่ขยะตามกระแสถึงความรับผิดชอบของผู้ผลิต
ช่วงถาม–ตอบเปิดพื้นที่ให้ปัญหาที่ผู้เข้าร่วมพบจริงเข้ามาอยู่ในวง ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง ของเล่นตามกระแสอย่างสกุชชี่ บุหรี่ไฟฟ้า ไปจนถึงขยะในท่อระบายน้ำและขยะชิ้นใหญ่ที่ถูกทิ้งลงคลอง
บางคำถามมีแนวทางจัดการต่อได้ บางคำถามยังต้องตรวจสอบผู้รับและเงื่อนไขปลายทางเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าที่ประกอบด้วยวัสดุหลายชนิดหรือมีสารเคมี ซึ่งทำให้การจัดเข้าประเภทใดประเภทหนึ่งไม่ง่ายนัก
วงสนทนายังชวนแยกความหมายของ “ขยะเศษอาหาร” ออกจาก “ขยะที่เปียกน้ำ” เพราะโซฟาหรือฟูกที่เปียกจากน้ำท่วมต้องใช้วิธีจัดการต่างจากเศษอาหารที่นำไปหมักปุ๋ยได้ การเรียกประเภทขยะให้ตรงจึงช่วยลดความสับสนตั้งแต่การสื่อสารจนถึงการส่งต่อ
อีกข้อเสนอจากผู้เข้าร่วมคือการรวบรวมเศษอาหารเข้าสู่ระบบผลิตพลังงาน แทนการคาดหวังให้ทุกชุมชนจัดการด้วยวิธีเดียวกัน ซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่ ความพร้อม และปริมาณขยะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกเทคโนโลยี

เมื่อคำถามมากขึ้น บทสนทนาก็ขยับกลับไปถึงผู้ผลิตและการออกแบบสินค้า หากผลิตภัณฑ์จัดการยากตั้งแต่ต้น ภาระย่อมตกมาที่ผู้บริโภค คนเก็บขยะ และหน่วยงานปลายทาง แนวคิดความรับผิดชอบที่ขยายไปถึงหลังการขายจึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของทางออก
สำหรับองค์กร บทเรียนจากเวิร์กช็อปนำไปสู่คำถามที่ควรถามก่อนวางถังเพิ่มว่า ขยะอะไรลดได้ตั้งแต่การจัดซื้อ อะไรยังใช้ซ้ำได้ ใครจะเป็นผู้รับต่อ และจะเก็บข้อมูลอย่างไรให้รู้ว่าปริมาณที่ต้องกำจัดลดลงจริง
ส่วนความตั้งใจของนักเรียน ม.6 ที่เข้ามาเรียนรู้ในวันเดียวกัน ชวนให้เห็นว่าการออกแบบเส้นทางขยะยังเชื่อมไปถึงการออกแบบอนาคต คนรุ่นใหม่กำลังมองวัสดุที่ถูกทิ้งเป็นโจทย์สำหรับงานที่อยากทำ ขณะที่คนทำงานและหน่วยงานของเมืองมีหน้าที่ร่วมกันสร้างระบบให้ความตั้งใจเหล่านั้นเกิดผลได้ในชีวิตจริง
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม



