โรงงาน NatureWorks ที่นครสวรรค์ ส่วนหนึ่งของ GC Sustainable Portfolio ผลิตไบโอพลาสติก Ingeo PLA จากอ้อยไทย SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand โรงงาน NatureWorks ที่นครสวรรค์ ส่วนหนึ่งของ GC Sustainable Portfolio ผลิตไบโอพลาสติก Ingeo PLA จากอ้อยไทย SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

GC เชื่อมเกษตร–เทคโนโลยี–ตลาดโลก

เดินหน้า Sustainable Portfolio ผลักดันไทยสู่ Bio-based Hub อาเซียน

ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ทั้งอ้อย น้ำตาล มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงมีฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง บุคลากร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ได้ โอกาสสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณผลผลิตหรือส่งออกวัตถุดิบ แต่คือการนำทรัพยากรชีวภาพเหล่านี้มาต่อยอดเป็นเชื้อเพลิง วัสดุ และเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศในระยะยาว

ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโรงงาน NatureWorks ณ นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ โรงงานผลิตไบโอพลาสติก ประเภท PLA แห่งที่ 2 ของ NatureWorks ต่อจากโรงงานในสหรัฐอเมริกา และเป็นฐานการผลิตแบบครบวงจรตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงพอลิเมอร์ภายในพื้นที่เดียวกัน โดยใช้น้ำตาลจากอ้อยที่ปลูกในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ 100% มีกำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี ทำให้ภาคเกษตรของไทยสามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีการผลิตระดับโลกและตลาดวัสดุชีวภาพในเอเชียแปซิฟิกได้โดยตรง

PLA สามารถย่อยสลายได้ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม นำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหาร ถุงชา แคปซูลกาแฟ ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด ของใช้ภายในบ้าน ไปจนถึงเส้นพลาสติกสำหรับงานพิมพ์สามมิติ จึงสะท้อนว่าอุตสาหกรรมชีวภาพไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบจากฟอสซิลมาเป็นพืชเท่านั้น แต่คือการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการออกแบบวัสดุ เพื่อยกระดับผลผลิตทางการเกษตรไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและการใช้งานสูงขึ้น

เบื้องหลัง NatureWorks คือความร่วมมือระหว่าง GC และ Cargill ซึ่งนำความเชี่ยวชาญด้านเคมีภัณฑ์ วัตถุดิบเกษตร เทคโนโลยี และเครือข่ายตลาดมารวมกัน การลงทุนในโรงงานแห่งที่ 2 ที่นครสวรรค์จึงไม่ใช่โครงการที่เกิดขึ้นตามกระแสความยั่งยืนระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Sustainable Portfolio ที่ GC วางทิศทางและขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับสมดุลพอร์ตจากธุรกิจปิโตรเคมีแบบดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ

GC ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ยั่งยืนเป็น 20–30% ภายในปี 2573 และยังคงเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050

Sustainable Portfolio ของ GC ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ไบโอพลาสติก แต่ครอบคลุมทั้ง Oleochemicals และ Green Chemicals ผ่านบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ซึ่งนำวัตถุดิบชีวภาพ โดยเฉพาะวัตถุดิบจากปาล์มน้ำมัน มาต่อยอดเป็นเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สารหล่อลื่น และการใช้งานเฉพาะทางในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ GGC ยังมีส่วนในโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ผ่านการร่วมทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางชีวภาพ เช่น โรงหีบอ้อย โรงงานเอทานอล และโรงไฟฟ้าชีวมวล เชื่อมต่ออุตสาหกรรมฐานชีวภาพจากต้นน้ำไปสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่าง NatureWorks

อีกด้านหนึ่งของ Sustainable Portfolio คือ การมุ่งนำทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตัวอย่างสำคัญคือ ENVICCO โรงงานรีไซเคิลพลาสติกเชิงอุตสาหกรรมในกลุ่ม GC ที่เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วให้เป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงทั้ง rPET และ rHDPE ตลอดจนการพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) ด้วยเทคโนโลยี Co-processing เพื่อนำน้ำมันพืชใช้แล้วมาใช้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF รวมถึง พลาสติกชีวภาพ และเคมีภัณฑ์ชีวภาพ

แนวทางนี้สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านของระบบวัสดุต้องดำเนินทั้งการลดการพึ่งพาวัตถุดิบฟอสซิลและการหมุนเวียนทรัพยากรที่มีอยู่กลับมาใช้ใหม่

การลงพื้นที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์และโรงงาน NatureWorks ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเร็วๆ นี้ จึงมีนัยมากกว่าการเยี่ยมชมโรงงาน เพราะเป็นการผสานระหว่างนโยบาย วัตถุดิบเกษตร การลงทุน เทคโนโลยี และการสร้างตลาด โดยภาครัฐมีบทบาททั้งการเร่งรัดการลงทุน พัฒนามาตรฐาน และส่งเสริมความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพในประเทศ

ขณะที่ภาคเอกชนต้องทำให้นวัตกรรมสามารถแข่งขันและขยายผลในระดับอุตสาหกรรมได้ หากองค์ประกอบเหล่านี้เดินหน้าไปพร้อมกัน ประเทศไทยจะไม่เป็นเพียงแหล่งวัตถุดิบ แต่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตวัสดุชีวภาพมูลค่าสูง และผลักดันตัวเองสู่การเป็น Bio-based Hub ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน