มิถุนายน 18,2026….มูลนิธิกสิกรไทย สภาพัฒน์ฯ และธนาคารโลก ลงนามความร่วมมือพัฒนาแนวคิด Natural Capital โดยใช้ Nan Sandbox จังหวัดน่าน เป็นพื้นที่ทดลองเครื่องมือวัดคุณค่าทุนธรรมชาติ เพื่อพัฒนา Biodiversity Metrics ที่ภาคการเงินสามารถนำไปใช้ประกอบการปล่อยสินเชื่อ การลงทุน และการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตได้จริง
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ในนามมูลนิธิกสิกรไทย และเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อร่วมมือกันศึกษาและพัฒนากรอบแนวคิดทุนธรรมชาติ หรือ Natural Capital ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ในงาน EARTH JUMP 2026
ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติในมิติเดิมๆ แต่เป็นความพยายามร่วมกันเพื่อยกระดับแนวคิดการดูแลป่าต้นน้ำระดับประเทศอย่าง Nan Sandbox ให้กลายมาเป็นพื้นที่เรียนรู้และทดลองนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ระดับสากลมาประยุกต์ใช้ เพื่อปูทางสู่การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนร่วมกัน
ที่ผ่านมา โครงการอนุรักษ์ผืนป่าและสิ่งแวดล้อมมักถูกตีกรอบและมองว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR ที่ต้องพึ่งพาเงินบริจาค แต่ในความเป็นจริงจากข้อมูลทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศหรือ GDP ของไทยมากกว่าหนึ่งในสาม รวมถึงแหล่งรายได้และวิถีชีวิตของประชากรอีกหลายล้านคน ล้วนต้องพึ่งพิงฐานทรัพยากรและระบบนิเวศโดยตรง แต่อดีตสินทรัพย์ทางธรรมชาติอันมีค่าเหล่านี้กลับไม่เคยถูกคำนวณหรือนับรวมอยู่ในการประเมินตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ทำให้ยากต่อการบริหารจัดการและวางนโยบายให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
การก้าวเข้ามาของความร่วมมือไตรภาคีในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดมิติใหม่ด้วยการนำเครื่องมือมาตรฐานโลกอย่าง Natural Capital Accounting (NCA) เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้และทดลองประยุกต์ใช้จริงเป็นครั้งแรกในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อแปรเปลี่ยนบริการทางระบบนิเวศให้สามารถมองเห็นคุณค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ดนุชาเปิดเผยว่าในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญต่อคุณค่าและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
“ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศมีข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นในการบูรณาการมิติด้าน Natural Capital เข้ากับกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการวางแผนพัฒนาประเทศ เพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนแก่ภาคธุรกิจในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที”
พิพิธ ย้ำถึงหัวใจของการเชื่อมต่อการทำงานจากระดับพื้นที่ว่า บทบาทหลักของมูลนิธิคือการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับชาติและภาพความเป็นจริงในท้องถิ่น จากการทำงานอย่างใกล้ชิดในพื้นที่
“Nan Sandbox ทำให้เรียนรู้ว่า ทางออกด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต้องสร้างขึ้นจากฐานราก ซึ่งเริ่มต้นที่ สุขภาพ การศึกษา และปากท้องของชุมชน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะมอบกรอบการทำงานที่ช่วยขยายผลความสำเร็จดังกล่าว โดยทำหน้าที่เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆ ที่ร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาเชิงพื้นที่ สามารถนำโมเดลต้นแบบนี้ไปศึกษาและปรับใช้เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าต้นน้ำในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศได้ต่อไป”
เมลินดา กล่าวเสริมถึงความสำคัญของระบบบัญชีนี้ต่อการสร้างความเชื่อมั่นว่า
“ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรม ช่วยปลดล็อกแหล่งเงินทุน ความเชื่อมั่นในการลงทุนและความยืดหยุ่นที่จำเป็นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว”

พลังขับเคลื่อนที่น่าสนใจของความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากการผสานจุดแข็งที่ลงตัวจากบทบาทหน้าที่ของผู้เล่นทั้งสามภาคี โดยมี
-World Bank เป็นผู้สนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการ นำกรอบการทำงานระดับสากลมาช่วยแนะนำเพื่อให้มั่นใจว่าการศึกษาข้อมูลทุนทางธรรมชาติของไทยเป็นไปตามมาตรฐานความโปร่งใสที่เทียบเคียงได้ในระดับสากล
-สศช. หน่วยงานวางยุทธศาสตร์ระดับนโยบายชาติ จะเข้ามามีบทบาทในการศึกษา เรียนรู้ และถอดบทเรียนจากพื้นที่นำร่อง เพื่อนำข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 รวมถึงการออกแบบเครื่องมือสนับสนุนเชิงนโยบายและการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมในอนาคต
-มูลนิธิกสิกรไทยในฐานะหนึ่งในผู้ลงมือในพื้นที่ทำหน้าที่สนับสนุน ซึ่งจุดแข็งของมูลนิธิคือการมีพื้นที่ปฏิบัติการจริงที่มีชีวิตอย่าง Nan Sandbox ที่พร้อมจะรองรับการทดสอบเครื่องมือระดับโลก เพื่อร่วมกันทางออกที่ว่าเมื่อคนในชุมชนมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ผืนป่าต้นน้ำก็จะสามารถอยู่ร่วมกับคนได้อย่างยั่งยืน
ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรกในการเริ่มต้นของทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งการปกป้องผืนป่าต้นน้ำและการอนุรักษ์จะไม่ถูกมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายอีกต่อไป หากแต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนจะได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง




