พฤษภาคม 11,2026…ROCTEC มองอนาคต Smart City ว่าไม่ใช่เพียงเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี แต่คือเมืองที่ระบบเดินทาง การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ท่ามกลางตลาด Smart City ทั่วโลกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
แนวคิด “Smart City” หรือเมืองอัจฉริยะ กำลังเปลี่ยนจากภาพของเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ไปสู่การเป็นเมืองที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม โดย ROCTEC มองว่าแก่นสำคัญของเมืองอัจฉริยะไม่ได้อยู่ที่จำนวน AI หรือ IoT ที่ติดตั้ง แต่คือความสามารถในการทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และใช้ชีวิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มตลาด Smart City ทั่วโลกที่คาดว่าจะเติบโตจาก 877.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 สู่ 3.76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุด
หนึ่งในโจทย์สำคัญของเมืองคือ “ระบบการเดินทาง” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต โดยกรุงเทพฯ ยังคงเผชิญปัญหาการจราจรติดขัด ขณะที่ฮ่องกงถูกยกเป็นตัวอย่างของเมืองที่มีระบบขนส่งมีประสิทธิภาพ ผ่านเครือข่าย MTR ที่รองรับผู้โดยสารมากกว่า 5 ล้านคนต่อวัน และมีความตรงต่อเวลาสูงถึง 99.9% ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าเมืองที่แข่งขันได้ในอนาคต จำเป็นต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและ “Digital Infrastructure” ที่เชื่อมโยงข้อมูล การควบคุม และการบริหารจัดการแบบเรียลไทม์เข้าด้วยกัน

ROCTEC เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของระบบรางและเมือง ผ่านเทคโนโลยีด้าน Railway Communication Systems, ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ, IoT, Predictive Maintenance และ Cybersecurity รวมถึงระบบสื่อสารดิจิทัลในเมือง โดยบริษัทมองว่า Smart City ไม่ได้จบแค่ Smart Mobility แต่กำลังขยายไปสู่ Smart Living ที่เชื่อมการเดินทาง การอยู่อาศัย และการใช้ชีวิตประจำวันเข้าด้วยกันมากขึ้น สะท้อนทิศทางการแข่งขันของเมืองยุคใหม่ที่เทคโนโลยีจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อช่วยให้ “ชีวิตของผู้คนดีขึ้นจริง”



