เมษายน 4,2026…มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้โมเดล “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” เร่งเปลี่ยนบทบาทจากสถาบันการศึกษา สู่ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ของประเทศ โดยผนึกความร่วมมือ 200 กว่าพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง มุ่งสร้าง New S-Curve ผ่าน 5 เสาหลักตั้งแต่ Medical AI ที่ใช้งานจริงแล้วในประเทศไทย, โรงงานยาชีววัตถุ ATMU, ไปจนถึงเทคโนโลยี การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ และ อาหารแห่งอนาคต พร้อมปฏิรูปกำลังคนทักษะเฉพาะทาง (Zero-Day) เพื่อผลิตกำลังคนทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้ง Re Skill Up Skill
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยในยุคใหม่ว่า
“มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงสถาบันการศึกษา ไปสู่การเป็นกลไกสำคัญในการวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ โดยเรามุ่งเน้นงานวิจัยที่สร้าง Real-World Impact ใน 3 ด้านหลัก คือ การทำให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีขึ้น การสร้างนโยบายสาธารณะที่ถูกต้อง และการผลักดันนวัตกรรมให้เกิดผลทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริงในเชิงพาณิชย์ การผนึกกำลังครั้งนี้ไม่ใช่แค่ภายในมหาวิทยาลัย แต่เป็นการ Synergy ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำและภาคเอกชน เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นจะถูกนำไปต่อยอดจนเกิดผลกระทบในวงกว้าง”
5 เสาหลักภายใต้โมเดล “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” ประกอบด้วย
การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะด้านสาธารณสุขของประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง NVIDIA และ บริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการลงทุนเทคโนโลยีประมวลผลประสิทธิภาพสูง NVIDIA H200 เพื่อสร้าง Health Data Lake และระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพหลายมิติ ตั้งแต่ระดับพันธุกรรมจนถึงข้อมูลรายบุคคล การดำเนินการที่ผ่านมาอาทิ ระบบวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดที่มีความแม่นยำสูงถึง 98% ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาลกว่า 700 แห่ง ทั่วประเทศ ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยกว่า 7.4 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 200 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยน Big Health Data ให้เป็นความแม่นยำในการรักษา (Precision Medicine) และยกระดับการแพทย์เชิงป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม
การสร้างโรงงานยา (ATMU) เป็นการยกระดับประเทศไทยสู่ “ฐานการผลิตยาชีววัตถุและยีนบำบัดแห่งอนาคต” พลิกโครงสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์จากประเทศผู้นำเข้า สู่การเป็นผู้พัฒนาและผลิตเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงด้วยตนเอง ลดการไหลออกของเม็ดเงินจากการนำเข้ายามูลค่าสูง พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งและโรคหายาก ในต้นทุนที่เหมาะสมมากขึ้น ทั้งนี้ โครงการ ATMU เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดและบริษัทเอกชนชั้นนำ ภายใต้งบลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท ผ่านการพัฒนาโมเดล Twin Facility ที่เชื่อมงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องแล็บสู่โรงงานพร้อมกันนี้ ยังเป็นการสร้าง New S-Curve ให้เศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) ที่มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่องในระดับโลก โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง เช่น CAR T-Cell เพื่อวางประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาคในอนาคต
การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) การเปิดพรมแดนใหม่ของระบบสาธารณสุขไทย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์เพื่อปลดล็อกวิกฤตการขาดแคลนอวัยวะ ที่เป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการรักษาโรคระยะรุนแรงในประเทศไทยและทั่วโลก โดยมุ่งพัฒนา “ไตหมูตัดต่อยีน” เป็นต้นแบบสำหรับการปลูกถ่ายในมนุษย์ ซึ่งหากสำเร็จ จะเปลี่ยนโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย ให้เข้าถึงการรักษาได้จริง โครงการนี้ไม่เพียงเป็นก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการวางรากฐาน “ระบบอวัยวะทางเลือก” (Alternative Organ Supply) ให้กับประเทศในระยะยาว ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการล้างไตที่สูงกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยหลายแสนราย
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ เบทาโกร (Betagro) และเอนซีโน (Nzeno) ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ Advanced Genetic Engineering ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน Biosecurity ระดับสูง พร้อมเตรียมจัดตั้งโรงเรือนปลอดเชื้อพิเศษ (DPF) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัย และเป็นก้าวเร่งสู่การทดลองในมนุษย์ระดับคลินิกภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ความก้าวหน้านี้จึงไม่เพียงยกระดับขีดความสามารถทางการแพทย์ของไทย แต่ยังวางตำแหน่งประเทศในฐานะผู้เล่นใหม่ในเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่มีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลก

วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) (ขวา) ขยายความถึงเป้าหมายในการพัฒนาอวัยวะจากสุกรสายพันธุ์พิเศษที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม (Gene-edited pigs) เพื่อใช้ทดแทนอวัยวะมนุษย์ที่เสื่อมสภาพ (เช่น ไต หัวใจ ปอด ผิวหนัง)
“ความท้าทายที่สำคัญคือการวิจัยและพัฒนาให้เกิดความสำเร็จภายใน 5 ปีข้างหน้า และการจัดการกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและความปลอดภัยจากหน่วยงานต่างๆ เช่น อย. และกรมปศุสัตว์”
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวย้ำว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างของ “ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง” ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เช่น ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังกว่าแสนคน ลดภาระค่าล้างไตหลายหมื่นล้านบาทต่อปี และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมไบโอเทคขั้นสูง
ในส่วน Game Change ยังมีการขับเคลื่อน อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) มหาวิทยาลัยมหิดลขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อเศรษฐกิจมูลค่าสูง ต่อยอดจากความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ผ่านโครงการ ‘SAI Mahidol’ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาพื้นที่ยุทธศาสตร์กว่า 13 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสารสกัดมูลค่าสูง (Active Ingredients) จากวัตถุดิบไทย โดยเฉพาะเห็ดและสมุนไพร เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก โดยมีต้นแบบความสำเร็จอย่าง นิวทริโฟล (Nutriflow) ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) นวัตกรรมจากสถาบันโภชนาการ ที่เทคโนโลยี AdaptiveFlow ช่วยปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะสมกับการเคี้ยวและการกลืน ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและผู้มีข้อจำกัดด้านโภชนาการอย่างตรงจุด ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมด้วยยอดจำหน่ายสะสมกว่า 21 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 100%ฯลฯ
สะท้อนถึงศักยภาพในการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากลในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพและสังคมสูงวัย พร้อมยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากล
“ส.อ.ท. ร่วมกับมหิดลขับเคลื่อนโครงการ AI for Manufacturing และ SAI Mahidol พื่อเปลี่ยนภาคเกษตรและอุตสาหกรรม OEM แบบเดิม ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added) ผ่านเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต โดยเรามีกองทุนนวัตกรรม 1,000 ล้านบาท พร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพและ SMEs ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมสู่ตลาดโลก”
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลข้างต้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการเสนอทางออกผ่านโมเดล 4G (Go Digital/AI, Go Innovation, Go Global, Go Green) ซึ่งจะช่วยแก้ไขวิกฤตเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมไทยที่ GDP เติบโตต่ำและอันดับการแข่งขันในอาเซียนที่กำลังลดลง
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การปฏิรูปการศึกษาเพื่อเศรษฐกิจใหม่ (Next-Gen Education) เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ พร้อมสร้างกำลังคนทักษะสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นปัจจัยชี้ขาดในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงระบบผ่านโมเดลการเรียนรู้แบบ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) ที่ผสานการเรียนเข้ากับการทำงานจริงตั้งแต่วันแรก ทำให้ผู้เรียนไม่เพียงเรียนรู้ แต่ยังทำงานเป็นทันทีที่จบการศึกษา พร้อมกันนี้ ยังเชื่อมโยงกับพันธมิตรระดับโลกกว่า 140 แห่ง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานบนโจทย์จริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและประเทศ ใช้ได้ทันทีในโลกการทำงาน
เป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยในการเปิดหลักสูตรอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ ที่มุ่งผลิตแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและ Digital Manufacturing หลักสูตรอนุปริญญา สาขาการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีทักษะด้านSustainability และ Environmental Communication และสร้างความพร้อมทำงานแบบ Zero-Day Readiness ขณะเดียวกัน ระบบคลังหน่วยกิต (MU-CBS) ยังถูกออกแบบให้ผู้เรียนสามารถสะสม Skill Portfolio ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ตลาดงานที่ต้องการทักษะเฉพาะทางมากกว่าวุฒิการศึกษา แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทย แต่ยังเป็นการ “รีเซ็ตระบบผลิตคนของประเทศ” ให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลก และปรับตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น Talent Hub สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ระบุว่า
“ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และ Semiconductor สนใจประเทศไทยเป็นอย่างมาก แต่ยังติดปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูง การที่มหิดลปฏิรูปการศึกษาแบบ Zero-Day Readiness รุกหนักเรื่อง Re skill และ Up skill ผ่านระบบ Micro-credit และคลังหน่วยกิต หรือ MU-CBS เพื่อผลิตบุคลากรที่มี Skill Portfolio ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเน้นทั้งหลักสูตรระยะสั้น Non-degree และหลักสูตรอนุปริญญาเพื่อผลิตแรงงานฝีมือ ที่ตลาดต้องการเพิ่มอีกหลายหมื่นตำแหน่ง”
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวในท้ายที่สุด ภายใต้แนวคิด ‘MU SYNERGY: Real World Impact in Action’ เน้นการลงมือทำจริงและการผนึกกำลังกับภาคเอกชนให้เข้มข้นยิ่งขึ้น มุ่งปลดล็อกข้อจำกัดทางวิชาการ ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชน และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ช่วยเพิ่มมูลค่า GDP และขับเคลื่อนประเทศ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน







