มกราคม 6,2026…สัญญาณที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ “มาตรฐานธุรกิจอาหารทะเลโลก” ที่กำลังถูกวัดผลด้วยกรอบความยั่งยืนอย่างจริงจังมากขึ้น
คะแนน ESG รวมของไทยยูเนี่ยนเพิ่มขึ้นเป็น 4.3 คะแนน จาก 4.1 คะแนน และอยู่ใน เปอร์เซ็นไทล์ที่ 92 ซึ่งไม่ได้สะท้อนเพียงความก้าวหน้าเชิงนโยบาย แต่ชี้ให้เห็นว่า การเปิดเผยข้อมูล และ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน กำลังกลายเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่นักลงทุนใช้ประเมินความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของธุรกิจ
บริษัทได้รับคะแนนสูงสุดในหมวด Environmental Supply Chain และ Social Supply Chain เช่นเดียวกับคะแนนด้านธรรมาภิบาลที่ปรับตัวดีขึ้น โดยบริษัทได้รับคะแนนสูงสุดในหมวด Anti-Corruption, Corporate Governance และ Risk Management
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าของกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของไทยยูเนี่ยน เรายังคงมุ่งยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และการสร้างคุณค่าในระยะยาว”
ดัชนี FTSE4Good เป็นหนึ่งในเกณฑ์อ้างอิงด้านความยั่งยืนที่นักลงทุนใช้ประเมินการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ โดยคะแนน ESG จาก FTSE Russell พิจารณาจากการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล และใช้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างบริษัท อุตสาหกรรม และประเทศต่าง ๆ การปรับเพิ่มคะแนนครั้งนี้จึงสะท้อนความสามารถของ ไทยยูเนี่ยน ในการแปลงนโยบายความยั่งยืนให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 ไทยยูเนี่ยนขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่าน 11 พันธกิจหลัก ครอบคลุมสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรทางทะเล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคุณภาพชีวิตในห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารทะเลให้สอดคล้องกับกรอบความยั่งยืนสากลในระยะยาว




