ธันวาคม 27,2025…บริษัทต่าง ๆ ที่เข้าร่วมงานการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ปี 2025 ดูเหมือนจะเตรียมพร้อมมากกว่าที่เคยในการรับมือกระแสต่อต้านที่เพิ่มขึ้นต่อความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity-Equity-Inclusion-DEI) และพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนโดยนิยาม คือการรวมตัวของบริษัทและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ในบริบทของสิ่งที่เรียกว่า “กระแสต่อต้าน ESG” พวกเขากำลังระบุกลยุทธ์อะไรบ้าง เพื่อรักษาและปกป้องเรื่องนี้
เฟอร์นันดา ฮอปเพนไฮม์ สมาชิกคณะทำงานของสหประชาชาติ เตือนผู้เข้าร่วมว่าหลักการชี้นำของสหประชาชาติกำหนดความรับผิดชอบไม่เพียงแต่ต่อบริษัทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรัฐด้วย
เธอกล่าวว่ารัฐบาลสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ โดยการยืนยันพันธกรณีของตนต่อธุรกิจและสิทธิมนุษยชนอย่างเปิดเผย
ผู้บรรยายอื่นๆ ได้เสนอแนะว่าสิ่งนี้อาจรวมถึงการใช้ระบบของสหประชาชาติเชิงรุกมากขึ้น เช่น การเน้นย้ำความคืบหน้าและความท้าทายในรายงานระดับชาติภายใต้การทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสากล หรือการเชิญให้เข้าเยี่ยมชมและขอคำแนะนำจากกระบวนการพิเศษของสหประชาชาติ สำหรับบริษัทต่างๆ นั้น ฮอปเพนไฮม์ ได้กระตุ้นให้มีการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องแทนที่จะถอยหนี
“อย่าปล่อยให้สถานการณ์หยุดนิ่ง ต้องเตรียมพร้อมสร้างสรรค์ความคิดริเริ่มใหม่ๆสม่ำเสมอ”
ศาสตราจารย์ อีริก้า จอร์จ จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ยอมรับว่า บรรดาบริษัทของสหรัฐฯ ลดการรายงานด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (DEI) ต่อสาธารณะอย่างเห็นได้ชัด โดยอ้างถึงงานวิจัยจาก Harvard Law School Forum on Corporate Governance ที่แสดงให้เห็นว่า 59 % ของบริษัทในดัชนี S&P 500 แก้ไขหรือลบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ DEI ออกจากเอกสารที่ยื่นต่อ SEC อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ข้อความสำคัญที่สุดที่ย้ำซ้ำๆ ในทุกช่วงการประชุมชัดเจน คือ การนิ่งเฉยไม่ใช่สิ่งทีควรทำ
“เราเห็นว่า มีการนิ่งเฉยเกิดมากขึ้น จริง ๆ แล้ว มันแสดงว่าจะสู้ต่อ หรือถอยหนี ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงมากเกินไปแล้ว ขณะที่พวกเราแต่ละคนมีพลังช่วยสร้างความสมดุลได้” จอร์จ กล่าว
ผู้บรรยายย้ำว่า ในบริบทของสหประชาชาติ จำเป็นต้องย้ำอีกครั้งว่า ความหลากหลาย เช่นเดียวกับสิทธิมนุษยชนทั้งหมด เป็นสิทธิที่ไม่อาจละเมิด
กฎหมายก็คือกฎหมาย แม้การเมืองจะแตกต่างกันก็ตาม เครื่องมือด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญทั้งหมดระบุว่า การเลือกปฏิบัติเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน” จอร์จเสริม
ผู้ร่วมให้ข้อมูลหลายคนเชื่อมโยงการเรียกร้องให้แสดงความคิดเห็นกับการรับผิดชอบขององค์กรในการ “รับรู้ และแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม” ว่าได้ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนอย่างไร ดังที่ระบุไว้ในคำอธิบายประกอบหลักการชี้นำข้อที่ 21 ของสหประชาชาติ แบรนด์ Elf Beauty ถูกยกให้เป็นตัวอย่างหนึ่งของแบรนด์ที่เลือกแสดงความคิดเห็น โดยเผยแพร่เอกสาร ย้ำถึงความสำคัญของพันธกรณีด้านความหลากหลายของแบรนด์
การเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นก็แสดงถึงแรงผลักดันด้วย การลงคะแนนเสียงในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุดของบริษัทต่างๆ เช่น Apple และ Costco แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากผู้ถือหุ้นสำหรับการดำเนินโครงการ DEI ต่อไป
นักลงทุนก็มีบทบาทในการเสริมสร้างแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนเช่นกัน โครงการริเริ่มตลาดหลักทรัพย์ที่ยั่งยืน (Sustainable Stock Exchange Initiative) ใช้เวทีนี้ในการประกาศจัดกิจกรรม “ตีระฆัง” ร่วมกันของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่เข้าร่วม เพื่อสนับสนุนสิทธิของกลุ่ม LGBTQIA+
แม้จะเป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่การเข้าร่วมของตลาดหลักทรัพย์ 15 แห่ง เพื่อส่งเสริมการดำเนินการด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (DEI) นั้น ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้พลังที่มีความหมายในช่วงเวลาที่ท้าทาย
ท่ามกลางบรรยากาศการวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกที่เพิ่มมากขึ้น ผู้เข้าร่วมยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่บริษัทต่างๆ ต้องร่วมมือกัน พวกเขาให้เหตุผลว่า การดำเนินการที่ประสานงานกันสามารถสร้าง “พลังร่วม” และลดความเสี่ยงที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งจะถูกเลือกปฏิบัติ
การเรียกร้องให้มีพลังร่วมเป็นหัวข้อที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซึ่งสำคัญเป็นพิเศษเมื่อพิจารณาจากสถานที่จัดงาน นั่นคือ สหประชาชาติ ที่กำลังเผชิญคลื่นการตรวจสอบทางการเมือง มุ่งเป้าไปที่องค์กรพหุภาคี อย่างไรก็ตาม ลักษณะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายของเวทีสหประชาชาติ ซึ่งดึงรัฐบาล บริษัท และภาคประชาสังคมมารวมกัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพันธมิตรที่กว้างขึ้น สามารถรับมือบรรยากาศที่เป็นปรปักษ์ต่อธุรกิจและสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมหลายคนมองว่า สิ่งนี้เป็นแนวโน้มดีที่สุดในการสร้างความก้าวหน้า
ที่มา…sustainable brands
ภาพ…AI




